<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997</id><updated>2011-09-16T22:26:12.016+07:00</updated><category term='ฤดูความรู้สึกระเหยแห้ง'/><title type='text'>ที่นี่ไม่มีอะไรให้คุณ...มากไปกว่าตัวหนังสือของผม...วิภพ ล้อมเขต</title><subtitle type='html'>"บทความหรืองานเขียนบนบล็อกนี้
เป็นเพียงเรื่องจริงที่ถูกสมมติขึ้น
หากมีการพาดพิงหรือข้องเกี่ยวกับบุคคลใด 
ขอให้ภูมิใจว่าคุณได้สร้างนักเขียนขึ้นมาคนหนึ่ง"</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>50</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-1127250578233918972</id><published>2009-11-06T22:02:00.002+07:00</published><updated>2009-11-06T22:05:45.091+07:00</updated><title type='text'>ผมกับเธอ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SvQ61tW_cTI/AAAAAAAAANw/p4PsowLGiBU/s1600-h/_MG_9087.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5401006547507573042" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 214px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SvQ61tW_cTI/AAAAAAAAANw/p4PsowLGiBU/s320/_MG_9087.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมถูกทิ้งขว้างและห่างเหินการดูแลใครสักคนอย่างจริงจังมานานหลายปี…นานพอที่พอจะทำให้ผมดูเหมือนคนเฉื่อยชาหรือไม่เอาใจใส่ความรู้สึกของคนๆ หนึ่งได้อย่างไม่ยากเย็น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่เธอโกรธหรืองอนผม นอกจากเสียงตัดสาย ความรู้สึกเดียวที่หลงเหลืออยู่เป็นเพื่อนกัน คือความรู้สึกที่ไม่ดีและไม่สบายใจเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้ว 3-4 วันที่ผ่านมานี้ เธอมักจะเอาแต่ใจตัวเองมากเป็นพิเศษ ซึ่งปกติก็มากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าเหตุผลหรือสิ่งที่ผมทำจะถูกเพียงใด แต่มันก็มักจะผิดเสมอในสายตาเธอ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนๆ ผมบอกว่า อาการที่เธอเป็นคือโรคชนิดหนึ่งที่ได้รับการจำกัดความว่า ‘เหวี่ยง’ และถ้าเป็นแบบนั้นจริง ผมเองก็มั่นใจว่า ผมคงโดนเธอเหวี่ยงวันละหลายๆ รอบ เหมือนกับว่าผมเป็นแค่ลูกตุ้มลูกหนึ่งที่ไม่มีความรู้สึก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เธอมักจะโทรมาหาผมแล้วถามผมเสมอว่า ผมมีคนอื่นใช่ไหม ทำให้แค่นี้ทำให้ไม่ได้เหรอ จะกลับถึงบ้านกี่โมง นั่นเสียงผู้หญิงที่ไหน ฯลฯ แต่ในทางกลับกันพอผมถามบ้างว่าเธออยู่ที่ไหนกลับถึงบ้านหรือยัง ฯลฯ เธอก็มักจะตอบผมมาว่า อยู่ที่ไหนแล้วทำไม อยู่กับคนอื่น มีอะไรหรือเปล่า เรื่องมากนักเดี๋ยวก็หาใหม่ซะหรอก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;…ข้างในผมสะเทือนทุกครั้งที่ได้ยินประโยคนี้จากปากของเธอ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้ว่าที่เธอพูดแบบนี้เพราะเธออยากให้ผมหึง แสดงความเป็นเจ้าของกับเธอ ok ถ้ามันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ถามว่าผมจะหึงเธอไหม คำตอบคือแน่นอนที่ผมจะต้องหึงเธอ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่เปล่าเลยที่ผมจะเป็นแบบนั้น เพราะในเมื่อมันไม่เป็นความจริง ผมจึงรู้สึกเสียดายช่วงเวลาดีๆ ที่เราสองคนจะมีให้ต่อกันมากกว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้คิดแบบเดียวกับผมเลยสักนิดเดียว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ฮาโหล…อ้วน” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“แปบนะไม่ว่างติดประชุม เดี๋ยวโทรกลับ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“มึงลองวางสิ ถ้ากล้าก็ลอง…” คือหนึ่งในถ้อยคำที่เธอยื่นข้อเสนอให้กับผม และพอผมวางเพราะต้องประชุมงานจริงๆ สิ่งที่ตามมาก็คือการโทรไปแล้วเธอไม่รับสายอยู่เป็นประจำ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมโทรจนเลิกโทร และพอผมไม่โทรไปหา เธอก็จะโทรมาต่อว่าผม ว่าผมไม่เคยแคร์เธอเลยจริงๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน…ถ้าผมโทรไปแล้วเธอบอกว่าไม่ว่าง ผมก็จะยอมเข้าใจแต่โดยดี แล้วรอช่วงเวลาที่เธอว่างโทรกลับไป เพื่อพูดคุยกับเธอ เพราะความคิดถึง โดยไม่มีคำถามใดๆ เกิดขึ้น ว่าทำไมเธอถึงไม่ว่างที่จะคุยกับผม &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เคยจะสงสัยติดใจอะไรในตัวเธอหรือมีคำถามอะไรที่คอยจับผิดเธอมากนัก แน่นอนว่าสำหรับบางคนนั้น การคอยมานั่งจับผิดคนที่คบกัน การหวาดระแวงซึ่งกันและกันมันอาจหมายถึงการมีคุณค่า การใส่ใจ และหนักเข้ามันก็ถูกเรียกว่า ‘ความรัก’ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมเองอาจจะเป็นผู้ชายที่ผิดแปลกหรือค่อนข้างแปลกประหลาดจากคนอื่นเขา เพราะผมไม่เคยมีความคิดแบบนั้นอยู่ในหัว ผมไม่เคยเอามันเก็บมาคิดว่า ทำไมๆๆๆ และทำไม &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจะต้องหวาดระแวงคนที่ตัวเองตัดสินใจจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ แทนที่ผมจะมีคนที่มาใช้ชีวิตอยู่ด้วย ก็เหมือนกับว่า ผมมีศัตรูเพิ่มมาอีกหนึ่งคนมากว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่ง… ผมเคยหลุดปากพูดแทนตัวเองว่ากู และแทนตัวเธอว่ามึงออกไป โดยไม่ตั้งใจ เมื่อเธอได้ฟังเธอก็ต่อว่าผมว่าทำไมถึงพูดกับเธอแบบนี้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าผมรู้สึกผิด และหลังจากนั้นเธอก็มักจะพุดคำว่ามึงกูกับผมอยู่เป็นประจำ จนคำว่า ‘เค้า’ และ ‘ตัวเอง’ที่ผมเคยได้ยินนั้นแทบจะนับคำได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คิดในแง่ปลอบใจตัวเองมากที่สุด นี่คงเป็นเวรกรรมจากการที่ผมได้เผลอพูดไปโดยไม่ยั้งคิด และผมก็ต้องมาทนนั่งแบกรับความรู้สึกไม่ดีที่ครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยรู้สึกจากคำพูดของผม และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ วันนั้นผมจะไม่พูดมึงกูกับเธอเด็ดขาด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมเข้างาน 9 โมงเช้า เลิกงานในช่วงเวลา 18.30 ตามเวลาที่กำหนด แต่ทุกวันก็มักเลยเถิด จนต้องเลิกเอาประมาณเกือบเที่ยงคืนโดยเฉลี่ย นอกจากงานที่ผมต้องทำให้ผมเหนื่อย กลับถึงห้องสิ่งที่ผมอยากรู้สึกและได้ยินจากเธอ คือคำพูดกับความรู้สึกดีๆ ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องของการทะเลาะหรือระบายอารมณ์ใส่กัน&lt;br /&gt;แต่มันก็ไม่เคยเป็นไปอย่างที่ผมคิด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมเหนื่อยกับงานทุกวันและแน่นอนว่าผมก็อยากจะมีความสุขกับเธอ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หรือจริงๆ แล้วผมอาจจะไม่เข้าใจเธอจริงๆ ก็ได้ หนักเข้าเธอก็มักจะบอกผมให้ไปหาคนอื่น เพราะคนอื่นคงทำให้ผมมีความสุขอย่างที่ผมต้องการได้ และคงจะดีกว่านี้มาก ถ้าผมฉลาดอย่างที่เธอเคยว่า และไม่ทำอะไรที่ขัดใจเธอเหมือนทุกวันที่เป็นอยู่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมถูกทิ้งขว้างและห่างเหินการดูแลใครสักคนอย่างจริงจังมานานหลายปี…นานพอที่พอจะทำให้ผมดูเหมือนคนเฉื่อยชาหรือไม่เอาใจใส่ความรู้สึกของคนๆ หนึ่งได้อย่างไม่ยากเย็น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ตอนนี้ผมไม่อยากกลับไปเป็นคนเดิม &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เพราะผมอยากอยู่กับเธอมากกว่า…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-1127250578233918972?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/1127250578233918972/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=1127250578233918972&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1127250578233918972'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1127250578233918972'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='ผมกับเธอ'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SvQ61tW_cTI/AAAAAAAAANw/p4PsowLGiBU/s72-c/_MG_9087.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-6179905081584462011</id><published>2009-07-04T23:01:00.002+07:00</published><updated>2009-07-04T23:14:24.637+07:00</updated><title type='text'>เหมือนฝัน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Sk9-5B0E9mI/AAAAAAAAANo/9xvBiuaT6m4/s1600-h/235246.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5354638000171316834" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 217px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Sk9-5B0E9mI/AAAAAAAAANo/9xvBiuaT6m4/s320/235246.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เหมือนฝัน/วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวบางอย่างนั้นช่างห่างไกลจากตัวเรา เช่นเดียวกันกับใครบางคนที่เราเองก็ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เคียงชิดใกล้…&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมพบเธอครั้งแรกในบ่ายวันหนึ่งที่โรงอาหารประจำคณะ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นครั้งแรกของเธอหรือเปล่าที่พบเจอผม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ภาพหญิงสาวผมยาวรวบผมในชุดนักศึกษา ใบหน้าสะดุดตาที่เผยรอยยิ้ม พร้อมแก้มเจือสีเลือดฝาด ตุ้มหูห่วงสีชมพูที่ขยับทุกครั้งยามสายตาของเธอหันมามอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คือเธอในตอนนั้นที่ผมยังคงจดจำได้จนกลายเป็นภาพติดตา แต่ภาพติดตาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันก็ดูเหมือนจะถูกกาลเวลากลืนหายไปโดยที่ผมไม่รู้ตัวเช่นกัน และถ้าให้นับเวลากันแบบจริงจัง อย่างน้อยที่สุดมันก็หายไปจากผมถึง 4 ปี&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;และเป็น 4 ปีที่ต่างฝ่ายก็แยกย้ายไปเติบโตตามเส้นทางเดินของตัวเอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ดึกมากแล้วผมนอนไม่หลับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ได้แต่ขยับพลิกตัวไปมาอยู่บนที่นอน หยิบมือถือขึ้นมากดไล่รายชื่อที่บันทึกไว้ในตัวเครื่องก็ไม่พบใครสักคนที่อยากคุยด้วยในช่วงเวลานี้ และที่สำคัญส่วนใหญ่ก็คงนอนหลับกันหมดแล้ว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายจึงตัดสินใจเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อพึ่งพาโปรแกรม MSN ในการหาเพื่อนคุยสักคนหนึ่งสำหรับการฆ่าเวลาที่นอนไม่หลับ เพราะอย่างน้อยที่สุดแล้วคนที่ออนไลน์อยู่ก็คงเป็นคนที่นอนไม่หลับเหมือนกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ยังไม่ทันจะจับเมาท์กดดูลิสต์รายชื่อคนที่ออนไลน์ ประโยคทักทายจากหน้าต่างสนทนาของเพื่อนคนหนึ่งก็เด้งขึ้นมาทันทีที่กระบวนการ Sign in ของผมเสร็จสมบูรณ์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตึ๊ง ตึง… &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เฮ้ย! แก…ยังไม่นอนเหรอวะ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมมองดูแป้นพิมพ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการพูดคุยของผมกับเพื่อน แล้วนิ้วมือทั้ง 10 ก็ค่อยๆ ขยับไปทีละตัวอักษรเพื่อทดแทนถ้อยคำที่อยากสื่อ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ยังวะ…พอดีนอนไม่หลับ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เป็นอะไรหรือเปล่าแก” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร แค่ออนไลน์เข้ามาหาเพื่อนคุยนิดหน่อย” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“อ่อ…เออ แกออนไลน์ก็ดีแล้ว ตอนนี้ยังทำงานที่เดิมใช่ไหม” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ใช่ มีอะไรหรือเปล่า” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ประโยคคำถามของเพื่อน ทำให้ผมนึกถึงเรื่องการฝากงานที่ผมมักจะโดนอยู่บ่อยๆ และลางสังหรณ์ของผมก็คลาดเคลื่อนไปเพียงนิดเดียว เมื่อได้ฟังคำตอบของเพื่อน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เยี่ยมเลย ที่ออฟฟิศแกรับเด็กฝึกงานหรือเปล่าวะ พอดีรุ่นน้องของเพื่อนฉันกำลังหาที่ฝึกงาน” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“อ๋อ…รับนะ ลองให้น้องเข้ามาคุยดูสิ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เหรอ ฉันก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนักหรอก เอางี้…เดี๋ยวฉันให้เพื่อนแอดเมลไปหาแกแล้วกัน เพื่อนฉันจะได้คุยเรื่องฝึกงานของรุ่นน้องคนนั้นกับแกโดยตรง ไม่ต้องผ่านฉันอยู่” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ไม่นานเกินรอ บนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์บริเวณมุมซ้ายของจอ ก็ปรากฏกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่แสดงถึงการถูกขอเพิ่มรายชื่อเข้ามาในลิสต์ของโปรแกรม MSN และพอผมกด ok เพื่อเป็นการยืนยันว่ายินดีรับเข้าเป็นเพื่อน กล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ก็หายไปในทันที &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตึ๊ง…ตึง ไม่นานหลังจากนั้นเสียงหน้าต่างสนทนา MSN อีกบานดังขึ้นมาพร้อมไฟที่กระพริบ เป็นสัญญาณว่ามีใครสักคนส่งข้อความถึงผม &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มองดูจากชื่อที่ปรากฏอยู่ด้านบนไม่คุ้นนัก จึงพอเดาได้ว่าอาจเป็นเพื่อนของเพื่อนที่เพิ่งขอแอดเข้ามาก็เป็นได้…และมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“สวัสดี ^_^” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“…” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“สวัสดีเช่นกัน ว่าไงครับ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เอ่อ…คือว่าเรามีเรื่องจะรบกวนเธอนิดหน่อย” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี ถ้อยคำสนทนาต่อจากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่เรื่องราวที่ดูจะเป็นธุระจนทำให้เธอคุยกับผมมากขึ้น ระหว่างที่คุยก็ผลัดกันอำไปอำมาอยู่ตลอด และยิ่งคุยก็ยิ่งกลายเป็นการต่อล้อต่อเถียง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหมือนเราสองคนเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนที่จะมีโอกาสได้รู้จักและพูดคุยกันในวันนี้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จนเมื่อผมเปลี่ยนรูปภาพดิสเพลที่หน้าต่าง MSN เป็นรูปผม ประโยคถ้อยคำสนทนาของเธอก็แสดงถึงความตกใจและรีบถามกลับมาทันที &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เฮ้ย!...นี่เธอเองเหรอ โห…ฉันก็นึกว่าใคร คุยกันมาตั้งนาน มิน่าละกวนเชียว 555” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ประโยคคำพูดของเธอทำให้ผมงง จนต้องรีบพิมพ์ถามกลับไปเช่นกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“หือ…เรารู้จักกันก่อนหน้านี้ด้วยเหรอ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“อ้าว!...เธอจำฉันไม่ได้หรือไง นี่เธอเอาดีๆ สิอย่าเพิ่งกวน พักรบก่อน” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เปล่า…ผมไม่ได้กวนแต่ผมจำคุณไม่ได้จริง” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เอางี้ งั้นเธอลองดูรูปที่ดิสเพลฉัน” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วเธอก็เปลี่ยนรูปที่ดิสเพลสลับไปเรื่อยๆ เพื่อให้ผมจำได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ภาพดิสเพลที่ค่อยๆ สลับกันปรากฏขึ้นมา ไม่ได้ให้คำตอบแก่ความจำของผมมากนัก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“จำได้หรือยัง” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เอ่อ…ขอโทษนะ จำไม่ได้จริงๆ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คืนนั้น…ช่วงเวลาที่ดึกเกินไปทำให้การสนทนาในวันนั้นจบลง โดยที่ผมยังคงจำไม่ได้ว่าเราเคยเจอกันมาก่อนตอนไหน แต่เธอนั้นยังคงย้ำกับผมว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เราเคยเจอกันมาก่อนจริงๆ… &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หลังจากวันนั้น… &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเปิดโปรแกรม MSN ทุกครั้งที่เจอเธอออนไลน์ เราสองคนก็จะคุยกันตลอด ถามสารทุกข์สุขดิบกันบ้าง พูดคุยแลกเปลี่ยนในหลายๆ เรื่อง และแน่นอนว่าต้องตบท้ายด้วยคำถามของเธอที่ว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“นี่เธอ…จำฉันได้หรือยัง” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ให้ตายสิ…ผมนึกในใจ…ผมยังจำเธอไม่ได้จริงๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมยังคงใช้ชีวิตเพียงลำพัง แม้จะมีบ้างบางเวลาที่ปล่อยให้ความรู้สึกของตัวเองจมหายไปในวันเก่าๆ แต่ในขณะเดียวกันจะว่าไปแล้วตั้งแต่ได้รู้จักเธอแบบไม่ตั้งใจ ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ในวันนี้ ได้มีเธอเพิ่มขึ้นมาเป็นเพื่อนอีกหนึ่งคน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนที่พูดคุยกัน ปรึกษากันได้ทุกเรื่อง แม้จะยังไม่เคยเห็นหน้ากันก็ตาม &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ไม่สิต้องบอกว่าแม้ว่าเราจะเคยเห็นหน้ากัน แต่ผมเองกลับจำเธอไม่ได้มากกว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เธอ…ฉันจะไปเที่ยวทะเลที่ปราณบุรีสัก 2-3 วันนะ เราคงไม่ได้คุยกันสักพัก” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“อ้าว…เหรอ ยังไงก็อย่าลืมของฝากฉันละ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หลังจากอำเธอเสร็จ ผมเพิ่งรู้สึกว่าสรรพนามเรียกแทนตัวเองระหว่างผมและเธอ ได้ถูกปรับให้คุ้นเคยสนิทกันมากขึ้นโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว คล้ายดั่งการยืนยันถึงความรู้สึกเชื่อใจในอะไรบางอย่าง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ได้ แล้วฉันจะกำทรายมาฝากเธอหนึ่งกำ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“นี่เธอเอาจริงเหรอ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“แน่นอน คนอย่างฉันพูดจริงทำจริงย่ะ 555” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เธอยังคงกวนในแบบของเธอ และเช่นเดียวกันที่ผมเองก็ยังกวนในแบบของผมกลับไป &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ฉันว่ามันคงเป็นของฝากที่แปลกดีนะ ทรายจากทะเลปราณบุรีเนี่ย” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“แน่นอน เธอรอรับได้เลย” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คืนนั้นหลังจากปิดโปรแกรมสนทนา MSN ก่อนหลับตานอน ในขณะที่หัวของผมเพิ่งแตะถึงหมอน ภาพหญิงสาวในชุดนักศึกษาผมยาวที่รวบผม จนเผยให้เห็นใบหน้าสะดุดสายตาพร้อมรอยยิ้มและแก้มเจือสีเลือดฝาด กับตุ้มหูห่วงสีชมพูที่ขยับทุกครั้งยามสายตาเธอหันมามองผม ก็พลันปรากฏแวบขึ้นมาจากกรุความทรงจำที่ผมหลงลืมไปนาน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหมือนดั่งม้วนภาพยนตร์ที่ถูกกรอกลับไปยังจุดเริ่มต้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมจำเธอได้แล้วว่าเธอคือใคร…เธอคือหญิงสาวคนนั้นนั่นเอง ใช่เธอจริงๆ ด้วย&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;(ยังมีต่อ...)&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-6179905081584462011?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/6179905081584462011/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=6179905081584462011&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6179905081584462011'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6179905081584462011'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='เหมือนฝัน'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Sk9-5B0E9mI/AAAAAAAAANo/9xvBiuaT6m4/s72-c/235246.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-5236087616849660836</id><published>2009-03-07T16:30:00.005+07:00</published><updated>2009-03-07T21:15:15.497+07:00</updated><title type='text'>คืนวันศุกร์</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SbI_X2SOZ8I/AAAAAAAAANY/WNnD4VWBr_Q/s1600-h/bird.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5310376589564733378" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 209px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SbI_X2SOZ8I/AAAAAAAAANY/WNnD4VWBr_Q/s320/bird.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คืนวันศุกร์ /วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับมนุษย์ออฟฟิศ ผมเชื่อว่าคืนวันศุกร์ของทุกอาทิตย์คงเป็นวันที่ทุกคนรอคอยมากที่สุด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลแรกคือพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ ถ้าใครทำงานหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะไปลัลล้าหรือทำอะไรที่ไหนก็ได้เต็มที่ไม่ต้องห่วงสำหรับเรื่องเวลาในการนอนหรือต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงาน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้คนที่รอคอยวันศุกร์อย่างใจจดใจจ่อ ค่าที่มันมีความหมายถึงการได้สนุกสนานเฮฮากับใครสักคนหนึ่งที่เรารู้สึกดีด้วย หลังจากที่ตรากตรำงานมาหลายวัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หลายคนใช้เวลาในคืนวันศุกร์หมดไปอย่างคุ้มค่า และเช่นกันว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้ใช้เวลาในคืนวันศุกร์อย่างที่ตั้งใจไว้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คืนวันศุกร์วันนี้หลังจากปิดคอมพิวเตอร์ และเก็บของบนโต๊ะทำงานลงกระเป๋า ใจหนึ่งผมอยากใช้ชีวิตของค่ำคืนนี้ให้เต็มที่ แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะไปหาใครมาร่วมสนองความรู้สึกที่คั่งค้างอยู่ ลองหยิบมือถือขึ้นมากดไล่ดูรายชื่อก็ไม่พบใครสักคนที่จะช่วยให้ความต้องการเป็นไปดั่งหวัง มีเพียงสิ่งเดียวที่ตอบสนองกลับมาคือความรู้สึกที่ว่า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เคยรู้สึกว่าคืนวันศุกร์มันช่างเหงาและน่าเบื่ออย่างนี้มาก่อน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อก่อนผมใช้เวลาในคืนวันศุกร์หมดไปกับการดื่มเหล้าเข้าสังคม และทุกครั้งต้องจบด้วยการพาตัวเองซมซานกลับบ้านพร้อมสภาพมึนเมาทุกครั้ง ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องคอยรับมือกับอาการปวดหัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พักหลังๆ เริ่มสำนึกได้ว่าไม่ควรให้รางวัลร่างกายแบบนี้จึงเริ่มเพลาๆ ลงบ้าง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แล้วคืนวันศุกร์คืนนี้ผมจะไปไหนดี&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตั้งใจว่าจะโทรหาเพื่อนคนหนึ่งก็กลัวจะไปรบกวนเวลาที่เพื่อนอยู่กับแฟน จึงได้แต่เก็บมือถือไว้ในกระเป๋า สุดท้ายตัดสินใจไปหาที่เดินเล่นคนเดียวสักที่ เพราะบางครั้งการได้ไปไหนมาไหนคนเดียวมันก็ทำให้เรามีเวลาได้คิดอะไรกับตัวเองมากขึ้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ออกจากออฟฟิศ ผมนั่งรถเมล์เพื่อไปหาที่เดินเล่นฆ่าเวลาอย่างที่ตั้งใจไว้ แม้บริเวณนั้นจะมีผู้คนมากมาย แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้คืนวันศุกร์ของผมดีขึ้นมาอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่บรรยากาศการอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนที่แปลกหน้าแปลกตาก็เริ่มเป็นสิ่งที่ผมชาชิน มองในมุมกลับกันผมกลับรู้สึกว่า มันมีสเน่ห์มากสำหรับการให้เวลากับตัวเองแบบพอตัวเลยทีเดียว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คิดเข้าข้างตัวเองในแบบแง่ดีก็ต้องบอกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยตอบคำถามในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด เช่น เสื้อตัวนี้ รองเท้าคู่นี้ หรือกระเป๋าใบนี้สวยหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่พอให้คำตอบไปก็มักจะไม่ตรงใจคนถามอยู่เสมอ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่าไม่รู้จักใส่ใจหรือเปิดรับอะไรสิ่งใหม่ๆ แต่บางครั้งการหลีกเลี่ยงในเรื่องบางเรื่องที่ไม่ถนัดก็ช่วยให้ตัวเราดูมีค่าขึ้นเมื่อไม่ได้ถูกคาดหวัง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“กูว่าคนเป็นแฟนกัน ถ้าทำอาชีพเดียวกันได้ก็จะดีมาก”&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลที่มารองรับความคิดของเพื่อนคือความหมายของการเข้าใจกันและกัน รวมทั้งมองอะไรคล้ายๆ กัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“มึงคิดดูนะ อย่างมึงทำงานหนังสือมันก็ต้องเลิกดึก ถ้าแฟนมึงทำงานหนังสือเหมือนกัน แม่งก็จะเข้าใจมึง ไม่ต้องมานั่งระแวงคอยโทรหาอยู่ตลอด แล้ววันศุกร์พอเลิกงานก็ไปเที่ยวด้วยกัน เป็นรางวัลให้กับตัวเองที่ทำงานมาทั้งอาทิตย์ สุขจะตาย อีกอย่างเวลาซื้อของก็ชอบอะไรคล้ายๆ กัน” &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนยังคงมีเหตุผลยกมาให้ผมฟังอีกเยอะแยะ แต่มันก็เข้าทำนองเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา&lt;br /&gt;เพราะจะว่าไปแล้วคนรักเก่าของผมที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครทำอาชีพเดียวกับผมหรือเอาแค่ใกล้เคียงก็ยังแทบจะไม่มี ผมจึงไม่รู้ถึงความหมายคำว่าดีของเพื่อนนั้นเป็นอย่างไร&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จะให้ไปหาแฟนที่ทำอาชีพเดียวกัน ก็คงไม่ไปลงทุนขนาดนั้น เพราะทุกวันนี้ที่เป็นเอาเข้าจริงอยู่ก็พอใจกับการใช้ชีวิตคนเดียวอยู่แล้วระดับหนึ่ง แม้ว่าจะเหงาบ้าง แต่ถ้าต้องมีใครสักคนแล้วแถมด้วยความไม่สบายใจ ผมว่ามันไม่คุ้ม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เวลาในแต่ละวันจึงถูกเฉลี่ยให้ไปกับการทำงาน อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฟังเพลง ไปดูงานศิลปะ และนั่งกึ่มกับเพื่อนหรือกับตัวเองบ้างเสียเป็นส่วนใหญ่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จะผิดปกติไปจากเมื่อก่อนก็ตรงที่มือถือที่เคยดังอยู่เป็นประจำก่อนนอนทุกค่ำคืน พร้อมถ้อยคำว่า...ฝันดี ก็ไม่เคยดังและมีมาตั้งนานแล้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน เงาของเสาไฟฟ้าที่ทอดผ่านผมไปครั้งแล้วครั้งเล่า และเสียงเพลงคืนหนึ่งในกรุงเทพของวง Friday กลับทำให้ผมรู้สึกว่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คืนวันศุกร์วันนี้ มันช่างเป็นวันที่เหงาเปล่าเปลี่ยวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนจริงๆ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แล้วคืนวันศุกร์ของพวกคุณละ...เป็นอย่างไรบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-5236087616849660836?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/5236087616849660836/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=5236087616849660836&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/5236087616849660836'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/5236087616849660836'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='คืนวันศุกร์'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SbI_X2SOZ8I/AAAAAAAAANY/WNnD4VWBr_Q/s72-c/bird.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-1275676297325097140</id><published>2008-11-23T19:58:00.008+07:00</published><updated>2008-11-23T20:34:07.906+07:00</updated><title type='text'>ความคิดถึงจากความหลัง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SSlTtmmGI2I/AAAAAAAAAMk/PmNexV0KtVU/s1600-h/287253e9unuc0e7sSmall.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5271836881733428066" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 210px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SSlTtmmGI2I/AAAAAAAAAMk/PmNexV0KtVU/s320/287253e9unuc0e7sSmall.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;ความคิดถึงจากความหลัง-วิภพ ล้อมเขต&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดถึงจากความหลังค่อยๆ เรียงตัวเป็นก้อนความทรงจำถึงเรื่องราวบางอย่างในเช้าของวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนั้น...ผมมีธุระต้องเดินทางผ่านจังหวัดชลบุรีแบบไม่ตั้งใจ และรู้ตัวว่าจะต้องไปที่นั่นก่อนออกเดินทางไม่กี่นาที จริงอยู่ว่าเรื่องแค่นี้อาจไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรมากมายนัก ถ้ามันไม่ใช่วันคล้ายวันเกิดของหญิงสาวคนหนึ่งที่ผมรัก และพยายามจะลืมไปจากความทรงจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันนั้น ผมหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดหมายเลขของเธอซึ่งครั้งหนึ่งเคยแสดงที่หน้าจอของผมอยู่เป็นประจำ แต่ช่วงเวลานั้นก็ผ่านมาเนิ่นนานจนหมายเลขไม่ถูกบันทึกไว้ในการโทรออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้านับวันเวลาที่เราไม่ได้เจอกันแบบเข้าข้างตัวเอง มันก็น่าจะผ่านมาประมาณ 3 ปีแล้ว แต่ถ้าเอาแบบเข้าข้างตัวเองละก็ผมบอกได้เลยว่า ไม่รู้ว่าวันที่เราสองคนจะได้พบกันอีกครั้งนั้นจะสิ้นสุดเมื่อไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผมกดปุ่มโทรออก ชื่อของเธอปรากฏบนหน้าจอแสดงผล เสียงรอสายดังเป็นสัญญาณธรรมดา สลับกับใจผมที่เต้นรัวมากขึ้นเมื่อเสียงสัญญาณดังเพิ่มจำนวนทุกวินาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าเธอจะรับสายหรือเปล่า เพราะก่อนหน้าที่จะหยุดการติดต่อกันไปก็เป็นเพราะถ้อยคำที่เธอบอกผมว่า “ต่อไปนี้ไม่ต้องส่ง sms หรือโทรมาหาแล้วนะ เพราะไม่อยากทะเลาะกับแฟน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เคยคิดว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาจากปากของเธอนับตั้งแต่เราสองคนรู้จักกันมา ทั้งที่ในใจผมตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากกว่าเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นห่วงเพื่อน พอเจอแบบนี้เข้าจึงรู้สึกอึ้งและได้แต่บอกตัวเองว่า มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหากเธอจะแคร์คนรักของเธอมากกว่าผม ซึ่งเป็นคนที่เธอไม่ได้รัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นหลังจากวางสาย ผมรู้สึกเหมือนหมาตัวหนึ่งที่วิ่งไปหาเจ้าของที่ไม่ได้เจอกันมานานแล้วถูกเจ้าของไล่ออกมาไม่มีผิดเพี้ยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่คิดจะหาคำแก้ตัวใดๆ มาแก้ต่างให้กับความรู้สึกดีๆ ที่เสียไป นอกจากทำตามที่เธอขอร้อง แม้ว่าวันต่อมาเธอจะบอกผมว่าเรายังคุยและเป็นเพื่อนกันได้ก็ตาม แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยติดต่อเธออีกเลย จนมาถึงวันนี้ที่มีเสียงสัญญาณรอสายคั่นกลางระหว่างการรอคอยของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเธอรับโทรศัพท์ น้ำเสียงของเธอบ่งบอกว่าค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยที่ผมโทรมา เพราะว่ามันก็นานมากแล้วที่เราสองคนไม่ได้คุยหรือติดต่อกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จำได้ด้วยเหรอว่าวันนี้เป็นวันเกิด” เธอเอ่ยถามขึ้นมา หลังจากผมอวยพรวันเกิดให้แก่เธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมบอกเธอว่านอกจากจะจำได้แล้ว ยังไม่เคยลืมเลยสักปีว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ แต่จะว่าไปทุกครั้งที่ถึงวันเกิด ผมก็ไม่เคยได้พบหรืออยู่ใกล้ๆ เธอเลยสักครั้ง ยกเว้นก็ครั้งนี้ที่ต่างจากทุกปีที่ผ่านมา เพราะผมอยู่ใกล้ๆ บ้านของเธอจึงลองถามว่าจะออกมาหาผมได้ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“รู้จัก...กี่โมงละ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“น่าจะไปถึงประมาณ 10 โมง แล้วคงอยู่ได้แค่ครึ่งชั่วโมง ก็ต้องเดินทางต่อ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“10 โมงเหรอไม่ว่างอ่ะ ติดธุระพอดี ต้องรอเขาเอารถมาส่ง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ให้เขามาส่งตรงที่ผมไปไม่ได้เหรอ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่ได้หรอก ยังไงก็ไม่ได้ แต่ถ้ามาถึงแล้วลองโทรมาอีกครั้งก็ได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพยายามต่อรองเพื่อให้เกิดความเป็นไปได้มากที่สุดเพื่อจะได้พบเธอ แต่ก็เหมือนว่าความพยายามของผมจะสูญเปล่า และดูจะเป็นอีกครั้งที่ไม่ว่าจะพยายามพบเธอแค่ไหนก็ไม่ได้พบอยู่ดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้จะได้พบแต่ก็ไม่ได้พบมาตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับผมบ่อยมาก บ่อยจนผมเริ่มท้อ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้พบเธออีกสักครั้งเพื่อที่จะได้บอกลาเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดระยะเวลาที่ผมรอคอยเพื่อจะพบเธออีกสักครั้ง จะเรียกว่าเป็นความเพ้อฝันเพียงลำพังข้างเดียวผมก็ยอมรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ข้าวของรูปภาพต่างๆ ที่เธอส่งมาให้หรือเป็นของเธอ ยังคงวางอยู่ที่เดิมในห้องของผมไม่เคยขยับเขยื้อนไปไหน เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่าผมควรจะเก็บของพวกนี้ออกไปจากห้อง เพราะจะว่าไปผมก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าที่ติดอยู่กับความหลัง ยิ่งนานวันเข้าก็เริ่มไม่เปิดรับใครหรือพยายามที่จะมีใครใหม่ หรือถ้ามีใครใหม่ก็ไม่ได้รู้สึกเต็มที่เหมือนกับที่รู้สึกกับเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นคนรักใครยาก แต่ในทางกลับกันหากได้รู้สึกรักใครสักคนแล้วก็ยากที่จะลืมเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ผมคงผิดเองที่ยังคงหลอกตัวเองไปวันๆ และเป็นเพราะทั้งหมดนี้ผมยังไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไรนัก ว่าจะลบเธอออกไปจากความทรงจำได้เมื่อไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้ายที่สุดผมเดินทางออกมาจากจังหวัดชลบุรีพร้อมกับความผิดหวังอีกครั้ง ได้แต่นึกถึงคำพูดของเธอที่บอกว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เราจะอยู่เคียงข้างกันเสมอ และแน่นอนว่าผมคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะในยามที่โลกของความจริงแยกเราสองคนให้ห่างไกลกันมากกว่าเดิมนั้น บางทีอาจจะเป็นผมฝ่ายเดียวก็ได้ที่ยังคงยืนรอคอยเธอซึ่งเดินจากไป แล้วแบบนี้ผมจะไปโทษใครได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นอกจากต้องโทษตัวเอง…&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-1275676297325097140?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/1275676297325097140/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=1275676297325097140&amp;isPopup=true' title='11 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1275676297325097140'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1275676297325097140'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/11/blog-post_23.html' title='ความคิดถึงจากความหลัง'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SSlTtmmGI2I/AAAAAAAAAMk/PmNexV0KtVU/s72-c/287253e9unuc0e7sSmall.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-9128715041782127147</id><published>2008-11-12T15:33:00.004+07:00</published><updated>2008-11-12T16:07:49.098+07:00</updated><title type='text'>ตุ๊กตาหมีสีดำ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SRqW_TC8g1I/AAAAAAAAAJU/xyuvixfHa1o/s1600-h/à¸•à¸¸à¹Šà¸à¸•à¸²à¸«à¸¡à¸µ.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5267688728351769426" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SRqW_TC8g1I/AAAAAAAAAJU/xyuvixfHa1o/s320/%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B5.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ตุ๊กตาหมีสีดำ – วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงเพลงในผับยังคงดังกระแทกหู แต่เสียงของหญิงสาวข้างกายกลับดังมากกว่า&lt;br /&gt;เมื่อหันไปมอง ภาพแรกที่พบเจอ คือภาพสร้อยคอของเธอที่ขาดออกจากกัน ในขณะที่สายตาเธอกำลังจ้องมองลงบนพื้นซึ่งถูกความมืดปกคลุม &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“สร้อย...” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เธอพูดออกมาเพียงคำเดียวสั้นๆ แต่น้ำเสียงกลับสื่อถึงความรู้สึกได้เป็นอย่างดีว่าเธอรู้สึกอย่างไร และแน่นอนว่าเธอคงมองไม่เห็นว่าชิ้นส่วนที่เหลือของสร้อยกระเด็นกระดอนไปทางไหน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ห่างจากเธอไปไม่ไกล หญิงสาวอีกคนที่เป็นต้นเหตุกำลังยืนมองเธอด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมรีบก้มลงเก็บสร้อย พยายามควานหาทุกอย่างที่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของสร้อย หญิงสาวข้างกายก้มลงตามมาติดๆ ท่าทีของเธอไม่ต่างอะไรไปจากผม&lt;br /&gt;“ขอโทษคะ” หญิงสาวต้นเหตุเอ่ยออกมาพร้อมกับยกมือไหว้ น้ำเสียงและแววตาของเธอเหมือนเป็นฝาแฝดของความรู้สึกผิด &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“ไม่เป็นไรครับ” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมรีบออกตัวรับ เพราะรู้ว่าหญิงสาวข้างกายยังไม่อยู่ในอารมณ์จะรับฟังคำพูดใดๆ ในช่วงเวลาที่ในมือของผมกำชิ้นส่วนบางส่วนของสร้อยอยู่ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“ขอโทษจริงๆ นะคะ ไม่ได้ตั้งใจเลยค่ะ” หญิงสาวต้นเหตุเน้นย้ำอีกครั้ง เพราะเธอเองก็คงไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมยืนคั่นกลางระหว่างคนที่สูญเสียและคนที่ทำให้สูญเสีย แต่เมื่อท่าทีของหญิงสาวข้างกายผมเริ่มผ่อนคลาย ทุกอย่างจึงดูผ่อนปรน จนเมื่อเห็นว่าคำขอโทษได้รับการยอมรับ เธอก็ขอตัวเดินจากเราสองคนออกไป &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“เสียดายจังเลย...เพิ่งซื้อมาเองนะเนี่ย” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมมองดูสร้อยของเธอซึ่งไม่อยู่ในสภาพที่เรียกว่าสร้อยได้เลยสักนิด ก่อนที่เธอจะหยิบชิ้นส่วนที่เหลือของสร้อยซึ่งติดอยู่ตรงคอยื่นมาให้ผม &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“เก็บไว้ก็คงใช้ไม่ได้แล้วล่ะ คุณทิ้งไปเลยก็ได้นะ” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แล้วค่ำคืนนั้นของเราสองคนก็จบลง โดยที่เธอไม่มีสร้อยของเธอกลับบ้านเหมือนทุกวันที่เคยเป็น &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระอาทิตย์มาแทนที่พระจันทร์ ผมพลิกตัวลืมตาตื่นในตอนเช้าเพราะเสียงปลุกจากนาฬิกาไขลาน รู้สึกเจ็บที่หน้าอกด้านซ้ายคล้ายกำลังทับอะไรบางอย่าง&lt;br /&gt;พอพลิกตัวกลับมาได้จึงเอามือล้วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เมื่อแบมือออก มีตุ๊กตาหมีสีดำอยู่ในมือผม ในช่วงเวลาเดียวกับที่ลมหนาวยามเช้าได้พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เช้านี้หนาวจังเลย แล้วตุ๊กตาหมีสีดำตัวนี้มาได้อย่างไร &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งนึกย้อนกลับไปเมื่อคืนแลกกับภาพเหตุการณ์ที่ทำให้ตุ๊กตาหมีสีดำตัวนี้มาอยู่กับผม ฤทธิ์ของแอลกอฮอลด์ที่ยังคงคั่งค้างก็ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว&lt;br /&gt;“เก็บไว้ก็คงใช้ไม่ได้แล้วล่ะ คุณทิ้งไปเลยก็ได้นะ” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;จะทิ้งไปอย่างที่เธอบอก ถ้าเกิดมันมีหัวใจ ตุ๊กตาหมีสีดำก็คงเสียใจ อีกอย่างอะไรที่เป็นของของเธอ ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่ค่อยอยากทิ้งมันไปเท่าไรนัก&lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่างกหรือเสียดายแทนเธอ หากเพียงแต่ผมรู้สึกว่า ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากที่จะทิ้งอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเธอไปก็เท่านั้น &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมวางตุ๊กตาหมีสีดำพร้อมชิ้นส่วนของสร้อยส่วนอื่นๆ ไว้บนหมอนที่หนุนนอน ลุกขึ้นเดินไปนั่งที่บาร์เล็กๆ ของตัวเองริมหน้าต่าง เปิดเพลง A Beautiful Mess ของ Jason Mraz &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เปล่า...ผมไม่ได้ต้องการจะดื่มอะไร หากเพียงแค่ต้องการมานั่งผ่อนคลายสายตารับลมหนาวในยามเช้าที่มาเยือนอย่างเป็นทางการ พร้อมเสียงเพลงเพราะๆ สักเพลงหนึ่ง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ลมหนาวเวียนวนกลับมาอีกครั้ง ผมก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าหรือไปจากจุดเดิมที่ฝังลึกอยู่ในความรู้สึก &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เสียงโมบายข้างหน้าต่างส่งเสียงกังวานคั่นจังหวะมากกว่าทุกวันที่สายลมเคยพัดผ่าน จะว่าทุกข์มันก็ทุกข์ จะว่าสุขมันก็สุข จะว่าไปก็เหมือนได้แต่อนุญาตให้ตัวเองได้หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าเราพอใจในความเป็นไปของตัวเราเองที่เป็นอยู่ในตอนนี้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เมื่อยอมรับแล้วก็อย่าไปเรียกร้องอะไร ผมนึกถึงถ้อยคำนี้ของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่นับถือ ในช่วงเวลาที่มองดูภาพถ่ายของคนในอดีตบางคนที่ส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้จากอีกทวีปหนึ่ง ซึ่งเริ่มลางเลือนไปตามกาลเวลา ไม่ต่างอะไรกันนักกับภาพถ่ายของเราสองคนที่ผมมี &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่ามันจะไม่ซีดหรือเลือนหายไปมากนัก แต่ทุกอย่างมันก็ไม่เหมือนเดิม &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ใช่...มันไม่เหมือนเดิมมา 3 ปี แล้ว มีเพียงผมฝ่ายเดียวเท่านั้นที่ยังคิดว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมมาตลอด &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เมื่อความจริงเข้ามาโอบกอด ผมจึงหลุดออกมาจากการย่ำเท้าอยู่บนรอยอดีต หยิบตุ๊กตาหมีสีดำและชิ้นส่วนของสร้อยเส้นอื่นๆ ขึ้นมาพร้อมความรู้สึกที่ว่า ผมน่าจะซ่อมมันให้เธอได้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้ที่ค่อนข้างออกไปทางงานฝีมือ พอต้องลงมือทำเข้าจริงก็ได้แต่เงอะๆ งะๆ ก็ด้วยนิสัยที่เป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยใส่ใจในรายละเอียดอะไรเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะเครื่องประดับของผู้หญิง อย่างเวลาที่ใครให้ผมตัดสินใจเลือกเครื่องประดับให้ ผมก็มักจะเลือกได้แต่ชิ้นที่เธอหรือเขาคนนั้นไม่ชอบทุกที &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;และตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน ด้วยความที่ไม่รู้และไม่เคยได้สัมผัสสร้อยแบบนี้มาก่อน ผมจึงได้แต่ลองสลับตำแหน่งในแต่ละส่วนของสร้อยไปมา ผิดบ้างถูกบ้างก็ว่ากันไป และก็เป็นเพราะโชคดีที่ห่วงคล้องสร้อยยังคงอยู่ แต่เพื่อความแน่ใจจึงลองโทรถามเพื่อนดูว่าที่ผมทำไปนั้น มันถูกหรือเปล่า &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“มันมี 3 ส่วนวะ มีตุ๊กตาหมีสีดำ ส่วนที่เป็นหลายเส้นห้อยรวมกัน แล้วก็สร้อย” ผมอธิบายให้เพื่อนฟังเพื่อให้เพื่อนนึกภาพออกมากที่สุด &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“เข้าใจละ...เอางี้ทำตามที่บอกนะ เริ่มจากฯลฯ” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายผมจึงสามารถต่อตุ๊กตาหมีสีดำให้กลับมาเป็นสร้อยของเธอได้ดังเดิม หลังจากซ่อมเสร็จลองเอามาสวมดูก็ตลกตัวเอง เพราะนอกจากจะเป็นครั้งแรกที่ได้สวมสร้อยแบบนี้แล้ว มันยังทำให้ผมรู้สึกว่าไม่เหมาะกับผมเอามากๆ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;คิดแล้วก็ได้แต่ขำตัวเอง แล้วมันก็เป็นครั้งแรกที่ตุ๊กตาหมีสีดำได้ใกล้ชิดกับผม จนได้กลิ่นน้ำหอมของเธอที่ติดมาในตอนที่ผมถอดออกจากคอ กลิ่นน้ำหอมจากตุ๊กตาหมีสีดำที่ได้กลิ่นทำให้ผมคิดถึงเธอ ป่านนี้เธอจะทำอะไรอยู่นะ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ลมหนาวยังคงพัดผ่าน ผมแขวนสร้อยตุ๊กตาหมีสีดำของเธอไว้ตรงโต๊ะหนังสือ ในช่วงเวลาที่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาพอดี และเป็นเธอนั่นเองที่โทรมา &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“ฮาโหล...ว่าไง” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“เมื่อคืนคุณเมาหรือเปล่า” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัยแทนคำทักทายในยามเช้า &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“เปล่านี่...ไม่เมา” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“เหรอ...พอดีเพื่อนฉันบอกว่าพวกเราเมากันทุกคนเลย นี่ฉันตื่นมาก็รู้สึกปวดหัวมากเลยนะ” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เมื่อยืนยันกับเธอจนเธอเชื่อว่าผมไม่ได้เมา เราสองคนก็เปลี่ยนเป็นคุยกันเรื่องอื่น รวมถึงเรื่องบางเรื่องที่คงเป็นสาเหตุทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ แต่ในฐานะคนนอกสิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ คือการเป็นผู้รับฟังที่ดี และคอยให้กำลังใจที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรเธอได้บ้างหรือเปล่า &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่น้ำเสียงของเธออาศัยสัญญาณโทรศัพท์เป็นช่องทางในการผ่านเข้าไปในรูหูของผมนั้น ใจหนึ่งก็อยากจะบอกเธอว่าสร้อยตุ๊กตาหมีสีดำของเธอนั้นยังอยู่&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าถ้าเอาสร้อยไปคืนเธอ เธอจะดีใจหรือแปลกใจไหม แต่เท่าที่จำได้คือเธอบอกให้ผมทิ้งมันไป เพราะฉะนั้นผมจึงได้แต่เตรียมใจไว้เลยว่าเธออาจจะรู้สึกเฉยๆ ก็ได้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ผู้ชายแบบผมมันเป็นคนประเภททิ้งหรือลืมอะไรได้ยาก ถ้าไม่ได้ลองพยายามจนสุดความตั้งใจของตัวเองจนถูกเขาไล่เป็นหมูเป็นหมาก็มักจะไม่ถอดใจเอาง่ายๆ และถึงอย่างไรซะ ผมก็ยังอยากเอาไปคืนเธออยู่ดี &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันต่อมา &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ลมหนาวยังคงพัดผ่าน ผมเดินเข้าไปหาเธอในห้องทำงาน เธอมองผมด้วยสีหน้างงๆ ผมยิ้มให้เธอ หันไปทักทายเพื่อนของเธอที่นั่งอยู่ด้านข้าง&lt;br /&gt;“มีอะไรเหรอ” เธอเอ่ยถาม ในตอนที่ผมเริ่มเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมยังคงไม่ตอบคำถามเธอ ตุ๊กตาหมีสีดำอยู่ในมือผมอีกครั้ง และสีหน้าของเธอเอง ก็เริ่มมีแต่ความแปลกใจเพิ่มขึ้นทุกวินาที &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“ว่าไงละคุณ มีอะไร” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะพูดออกมาให้เธอรู้ แต่ตุ๊กตาหมีสีดำก็ดันติดอยู่ในกระเป๋ากางเกง ผมจึงต้องเบี่ยงตัวบังไว้ไม่ให้เธอเห็นว่าผมจะเอาอะไรออกมาให้เธอ&lt;br /&gt;แต่ท่าที่เงอะๆ งะๆ ของผมคงไปสะดุดสายตาของเพื่อนเธอที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนของเธอก็เห็นอากับกิริยาของผมทุกอย่าง จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะผมออกมา &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งพยายามเอาออกมามันก็ยิ่งติด ยิ่งติดก็ยิ่งรน ยิ่งดึงก็ยิ่งมีพิรุธ จะว่าเสียฟอร์มมันก็ใช่ ลองหันไปมองก็เห็นเธออยู่ในสีหน้าที่งงๆ ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่&lt;br /&gt;ผมได้แต่นึกในใจ ทำไมต้องมาติดในตอนนี้ด้วยนะ แต่สุดท้ายตุ๊กตาหมีสีดำก็ยอมออกมาจากกระเป๋ากางเกงของผมจนได้ โดยมีด้ายสีดำจากกระเป๋ากางเกงตามติดออกมาด้วย &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่ความเงียบจะโอบกอดเราสองคนนานกว่านี้ ผมก็ยื่นมือไปหาเธอ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“ผมเอาของของคุณมาคืน ลองซ่อมดู คิดว่ามันน่าจะยังใช้ได้นะ” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;รอยยิ้มของเธอปรากฏออกมา เธอรับตุ๊กตาหมีสีดำกลับไปด้วยท่าทางที่ดีใจ ไม่ต่างอะไรกับเด็กคนหนึ่งที่ได้ของรักของตัวเองกลับคืน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“ฉันนึกว่าคุณทิ้งไปแล้วเสียอีก” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมยิ้มไม่ได้ตอบอะไร เพราะเริ่มทำตัวไม่ถูก ไม่บอกก็รู้ว่าเธอคงไม่คิดว่าจะได้มันกลับคืน ได้แต่หันไปทักทายเพื่อนของเธอเพื่อกลบเกลื่อน แล้วขอตัวออกมาจากห้องทำงานของเธอ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;พร้อมกับรอยยิ้มของเธอที่ยิ้มส่งลาผม ก่อนที่บานประตูห้องทำงานของเธอจะปิดสนิท &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;หากเอ่ยถามว่าผมทำไปเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ได้สั่งหรือคาดหวังว่าจะได้สร้อยตุ๊กตาหมีสีดำของเธอกลับคืน คำตอบเดียวที่ผมพอจะให้ได้ คือคำว่ารอยยิ้มจากเธอ และแน่นอนว่า &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ดูเหมือนผมจะทำสำเร็จ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-9128715041782127147?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/9128715041782127147/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=9128715041782127147&amp;isPopup=true' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/9128715041782127147'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/9128715041782127147'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='ตุ๊กตาหมีสีดำ'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SRqW_TC8g1I/AAAAAAAAAJU/xyuvixfHa1o/s72-c/%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B5.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-5290948014926095581</id><published>2008-10-28T00:00:00.007+07:00</published><updated>2008-10-28T07:07:30.399+07:00</updated><title type='text'>ค่ำคืนหนึ่ง</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.imeem.com/people/tGVNC5y/photo/4BGjgRL2xG/"&gt;&lt;img title="click to comment" style="WIDTH: 390px; HEIGHT: 365px" height="470" alt="click to comment" src="http://media.imeem.com/p/4BGjgRL2xG.jpg" width="373" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่ำคืนหนึ่ง- วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝนตกไม่ขาดสายและไม่มีท่าทีจะหยุดตก นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ใช้เวลาหลังเลิกงานไปกับใครแบบสองต่อสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้มมองดูในกระเป๋าสะพายของตัวเอง ด้วยนิสัยไม่ค่อยชอบพกร่มติดตัวเป็นทุนเดิม บวกกับร่มคันที่ชอบเป็นสีขาวซึ่งไม่สามารถพับเก็บได้ เรื่องต้องตากฝนเวลากลับบ้านจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ผมพบเจออยู่บ่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตอนเย็นไปไหนหรือเปล่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อความหนึ่งที่ส่งเข้ามาสะกิดความรู้สึก ทำให้ผมต้องถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาช่วงเวลาหลังเลิกงานของผมหมดไปกับอะไรบ้าง เล่นฟิตเนต เคลียงาน หรือไม่ก็นั่งอยู่ในรถที่ติดอยู่กลางถนน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางชีวิตหลังเลิกงานผมหมุนวนอยู่แค่นี้ เพื่อนสนิทแบบรู้ใจก็อยู่ไกล กว่าจะได้เจอกันก็ต้องฝ่าด่านแฟนเพื่อนก่อนทุกครั้ง ชีวิตหลังเลิกงานของผมจึงมักอยู่กับตัวเองเสียส่วนใหญ่ ลองนั่งนึกอีกรอบก็ยังนึกไม่ออก แต่เป็นเพราะเธอ ช่วงเวลาหลังเลิกงานของผมวันนี้กลับเปลี่ยนไปจากวันเดิมๆ ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมและเธอก้าวเท้าเป็นจังหวะเดียวกันภายใต้ร่มคันเดียวกันซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสายฝน มุ่งหน้าไปสู้รถของเธอท่ามกลางสายฝนที่ยังคงทิ้งตัวลงมาอย่างไม่ขาดสาย จนก่อกำเนิดเป็นเม็ดฝนพร่างพราวอยู่หน้ากระจกรถ ประตูรถสองบานถูกเปิดและปิดในเวลาไล่เลี่ยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“รถติดแน่เลย จะไปหาอะไรนั่งทานกันชิวๆ ไหวไหมเนี่ย” เธอพูดออกมา สายตามองหาช่องเสียบกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ ในขณะที่ผมเริ่มดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดที่เอว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ปัดน้ำฝนหน้ากระจกเริ่มทำงาน วงแขนของเธอหมุนวนไปทางซ้ายเป็นวงกลมเมื่อเท้าของเธอเริ่มสัมผัสคันเร่งอย่างบางเบา เหมือนกับลมหายใจของผมและเธอที่สัมผัสกันอย่างเบาบางลอยอบอวลอยู่ภายในรถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในความฝัน ไม่คิดว่านี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นระหว่างผมและเธอ ไม่มีวันเป็นไปได้หรอก ผมบอกตัวเองในใจ ในช่วงเวลาที่เธอเริ่มชวนผมคุยมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คิดดูนะว่าเวลากลับบ้านฉันต้องเจอรถติดแบบนี้ทุกวัน ค่อยๆ ขยับเป็นอยู่อย่างนี้ตลอด น่าเบื่อมาก คุณว่าไหม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อือ” ผมเออออตามเธอ เม็ดฝนที่หน้ารถของเธอเริ่มเจือจาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งแรกที่เราพบกัน ตอนนั้นผมกำลังนั่งอยู่ในวงหมอดูที่มีเพื่อนของผมคนหนึ่งทำหน้าที่ดูดวงให้กับเพื่อนอีกคนอย่างเคร่งเครียด พอเพื่อนดูจบก็ถึงตาผมบ้าง&lt;br /&gt;แน่นอนว่าถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องดวงมากมายเป็นพิเศษ แต่เรื่องราวบางอย่างก็มักจะเกิดขึ้นมาแบบไม่คาดคิดเสมอ เช่นเดียวกันกับตอนที่เธอเดินผ่านเข้ามา แล้วนั่งลงให้เพื่อนของผมดูดวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเธอดูจบ ผมพอจะจับใจความได้ว่าตอนนั้นเธอมีเรื่องไม่สบายใจเกี่ยวกับคนรักของเธอ และเช่นเดียวกับตอนนี้ที่เธอเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับจากวันนั้นความสัมพันของเราสองคนก็ไม่เคยมีอะไรมากไปกว่า การทักทายกันทุกครั้งที่ได้พบเจอ อย่างมากก็แค่ยิ้ม หรือไม่ก็พูดคุยกันแทบจะนับคำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หิวหรือเปล่า” เธอถามแล้วหันมายิ้ม คำถามของเธอดึงผมออกมาจากภาพของผมและเธอวันเก่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นิดหน่อย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นี่คุณกลับบ้านแล้วทานข้าวอีกหรือเปล่า ถ้ามีคนรอที่บ้านก็ไม่ต้องทานเป็นเพื่อนก็ได้นะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงภาพตัวเองนั่งอยู่เพียงลำพังที่ร้านอาหารข้างทางในทุกค่ำคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่มีคนรอหรอก หาอะไรทานด้วยก็ดีเหมือนกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“งั้นดีเลย เราไปหาที่เงียบๆ นั่งทานข้าวและคุยกันดีกว่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากรถของเธอจอดสนิท เราสองคนเดินลงจากรถเพื่อมุ่งหน้าสู่ร้านใดสักร้านหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่าจะเป็นร้านไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอาร้านนี้แล้วกัน ขอนั่งนอกร้านนะ อากาศแบบนี้ตรงนี้คงเหมาะกว่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมองดูที่นั่งที่เธอเลือก พยักหน้าเห็นด้วย สายตามองดูภายในร้าน คราวนี้เป็นผมที่ชวนเธอคุย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไปสั่งอะไรมาทานกันก่อนดีไหม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอาสิ” เธอเดินนำหน้าผมเข้าไปในร้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขอชาเขียวที่หนึ่งค่ะ เฟร้นฟรายส์ เป๊บซี่ และก็นักเก็ต 1 ชุด คุณทานอะไรล่ะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมองดูรายการอาหารบนฝาผนัง ไม่มีอะไรที่อยากทาน แต่จะนั่งอยู่กับเธอเฉยๆ โดยไม่ทานอะไรเลยก็ดูไม่เหมาะ จึงสั่งกาแฟมา 1 แก้ว แล้วเดินไปเติมซอสให้กับเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอาซอสพริกด้วยนะ” เสียงเธอบอกตามหลังเมื่อผมเริ่มกดซอสมะเขือเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลมหนาวหลังฝนตกในยามค่ำคืนเริ่มพัดโชย ผมนั่งอยู่กับเธอแบบสองต่อสองโดยมีโต๊ะอลูมิเนียมทรงกลมคั่นกลางระหว่างเราสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้ว่าค่ำคืนนี้เธอมีเรื่องไม่สบายใจ และคงอยากหาใครสักคนที่ไม่ได้รู้จักเธอหรือรู้เรื่องราวอะไรของเธอมากนักเป็นที่ระบาย แน่นอนว่าผมเป็นหนึ่งในนั้นที่เธอเลือก หลังจากก่อนหน้านี้ที่เพื่อนของเธอติดงานและมาตามนัดไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองต้องเผชิญกับปัญหาโดยไม่รู้จะพึ่งพาใคร ผมไม่อยากให้เธอต้องเผชิญกับการอยู่คนเดียวและปัญหาที่ต้องเจอเหมือนตัวผม ผมจึงต้องอยู่ข้างๆ เธอแบบไม่เรียกร้องอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาของเธอเป็นปัญหาของคู่รักทั่วไปที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ เท่าที่ผมจับใจความได้ดูเหมือนว่าคนรักของเธอกำลังแอบคบกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง และดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นก็ดูท่าจะชอบคนรักของเธออย่างจริงจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นี่ขนาดยังไม่แต่งงานกันยังทะเลาะกันขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าแต่งแล้วจะขนาดไหน ของแบบนี้ถ้าผู้ชายไม่เล่นด้วยผู้หญิงมันก็คงไม่กล้าพูดขนาดนี้หรอกคุณว่าไหม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยิ้มไม่ได้ตอบอะไรเธอไป ได้แต่อาศัยความเงียบกล่อมเธอให้ใจเย็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คิดแล้วก็เซ็ง น่าเบื่อมากๆ ว่าแต่คุณไม่มีแฟนเหรอ ถึงมากับฉันได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แฟนเหรอ...ไม่มี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็ดีนะ อยู่คนเดียวก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องมีเรื่องให้ปวดหัว คุณเล่าเรื่องแฟนเก่าของคุณให้ฟังบ้างสิ ฉันอยากฟัง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วบทสนทนาของเราสองคนก็กลับกลายเป็นเรื่องความรักเก่าๆ ของผมเสียส่วนใหญ่ โดยมีเธอเป็นผู้รับฟังอย่างตั้งใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดเวลาผมพยายามเล่าสิ่งเลวร้ายที่เจอมาเพื่อให้เธอรู้สึกว่า สิ่งที่เธอเผชิญมันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอย่างที่คิด และหลังจากเล่าจบก็ดูเหมือนเธอจะลืมความทุกข์ของตัวเองไปชั่วขณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ใจที่ยังกังวลก็ยังเป็นใจที่ยังกังวลอยู่วันยังค่ำ เพราะแววตาของเธอนั้นซ่อนความรู้สึกลึกๆ ของเธอไว้ไม่หมด ความเศร้ายังคงโอบกอดเธอ โดยที่ผมไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้มากนัก นอกจากนั่งอยู่เป็นเพื่อนเธอตราบเท่าเวลาที่เธอต้องการในค่ำคืนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝนหยุดตกไปนานแล้วเหลือเพียงลมหนาวที่พัดผ่านมา เธอหยิบใบเซียมซีที่เสี่ยงได้ในวันที่เราสองคนไปทำบุญด้วยกันขึ้นมา และมันก็เป็นเรื่องแปลกที่ใบเซียมซีที่ผมเสี่ยงได้นั้นก็เป็นใบเดียวกับเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ยังเก็บไว้เหมือนกันเหรอ ว่าแต่นี่คุณทานนิดเดียวเองนะ จะอิ่มหรือเปล่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“วันนี้ผมทานข้าวเหนียวหมูปิ้งไปเยอะ มันก็เลยยังอิ่มๆ อยู่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“โห…อยากทานบ้างจัง ฉันชอบข้าวเหนียวหมูปิ้งมากเลยนะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“งั้นพรุ่งนี้ซื้อมาฝากเอาไหม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอาๆ ขอสัก 10 ไม้นะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“10 ไม้เลยเหรอ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฉันล้อเล่น นั่นก็เว่อร์ไป คุณก็เชื่ออีก ฮ่าๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นเป็นเสียงหัวเราะครั้งแรกของเธอที่ผมได้ยิน ดูเหมือนเธอจะสบายใจขึ้น และห่วงของความกังวลที่รัดตัวเธอก็ดูเหมือนจะค่อยๆ คลายออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เดี๋ยวนี้ฉันเป็นอะไรไม่รู้ ไม่รู้สึกรักหรือตื่นเต้นกับใครเลย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำพูดของเธอสะกิดมิติความรู้สึกที่ซับซ้อนของผม เพราะผมเองก็รู้สึกไม่ต่างอะไรไปจากเธอนับตั้งแต่คนรักของผมลาจากผมไปเพื่อใช้ชีวิตกับคนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กี่โมงแล้วละ อุ๊ย! คุณใส่นาฬิการุ่นเดียวกับแฟนฉันเลยนะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมองดูนาฬิกาบนข้อมือ นึกในใจ แบบเดียวกันเลยเหรอ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เดี๋ยวคงต้องกลับแล้วล่ะ ไว้วันหลังมานั่งเล่นชิวๆ กันอีกนะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยิ้มรับแทนคำตอบ ลุกขึ้นเดินออกมาจากร้านพร้อมกับเธอเพื่อกลับไปที่รถ เม็ดฝนหน้ากระจกรถแห้งหายจนเกือบหมด รอยยิ้มของเธอเริ่มปรากฏเมื่อเราสองคนนั่งพูดคุยกันถึงเรื่องอื่นที่พอจะเรียกเสียงหัวเราะออกมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จะให้ฉันส่งคุณตรงไหนถึงจะสะดวก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมว่าเอาที่คุณสะดวกแล้วกัน ตรงข้างหน้าก็ได้ จะได้ไม่ต้องจอดรถลำบาก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ได้ๆ กลับบ้านดีๆ ละคุณ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่ประตูรถของเธอเปิดออก ผมรู้สึกถึงลมหนาววูบหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามา รถของเธอค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปจากตัวผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงเรื่องราวของเราสองคนที่เพิ่งเกิดขึ้นและผ่านไปไม่นาน นึกถึงถ้อยคำของเธอบางประโยค นึกถึงใบเซียมซีที่เธอและผมเสี่ยงได้ นึกถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง และได้แต่ยืนมองนาฬิกาบนข้อมือของตัวเองที่เธอบอกว่าเหมือนกับของแฟนเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่เริ่มมีดวงดาวปรากฎ หลังจากเมฆฝนเคลื่อนผ่านไป วันนี้ช่วงเวลาหลังเลิกงานของผมกลับเปลี่ยนไปจากวันเดิมๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะค่ำคืนนี้ ต่างกันก็แค่เธอกลับบ้านไปหาคนรักของเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผมนั้นกลับบ้านไป&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เพื่อพบเจอเพียงเงาของตัวเอง…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-5290948014926095581?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/5290948014926095581/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=5290948014926095581&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/5290948014926095581'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/5290948014926095581'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/10/1-1.html' title='ค่ำคืนหนึ่ง'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-1798254921105135595</id><published>2008-09-19T11:45:00.003+07:00</published><updated>2008-09-19T11:49:19.513+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SNMvDf91w7I/AAAAAAAAAIw/NuevtULRfDs/s1600-h/first+rain+down.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5247589727983748018" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SNMvDf91w7I/AAAAAAAAAIw/NuevtULRfDs/s320/first+rain+down.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หรือเราอยู่ภายใต้ฝนเม็ดเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งแรกที่วิภพขอให้ผมเขียนคำนิยมให้เขา ผมนึกแปลกใจและย้อนถามกลับไปว่าจะให้เขียนนิยมเขาหรือนิยมหนังสือ ทั้งที่มีคำตอบในใจอยู่แล้วว่าควรเป็นคำนิยมหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมให้เหตุผลไปว่าเพราะไม่ค่อยนิยมในตัวเขา แต่เป็นแค่เรื่องพูดเล่น ความจริงคือผมรู้จักตัวหนังสือของเขามากกว่า เราเคยเจอหน้ากันไม่ถึงสิบครั้ง หนักไปทางบทสนทนาผ่าน MSN เป็นหลัก เมื่อเขาชวนผมเขียนคำนิยมให้ ผมจึงรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเขาเลือกนึกถึงคนไม่ค่อยคุ้นเคย แถมไม่มีชื่อเสียงเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนอ่านอย่างผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการสัมผัสด้วยตา ภายนอกเขาดูเซ่อๆ สงบเงียบ แต่ภายในกลับเปี่ยมด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน จากการสัมผัสด้วยหู เขาพูดน้อย ต่อยหนัก และกวนตีนชนิดหาตัวจับยาก จากการสัมผัสด้วยจมูก ผมเข้าใจว่าหนุ่มคนนี้เนื้อหอมใช่เล่น จากการสัมผัสด้วยปาก (เอ่อ อย่าคิดลึก หมายถึงความสามารถในการฟังของเขา)&lt;br /&gt;วิภพเหมือนคนไม่ค่อยฟังใคร แต่เขารู้จักเก็บรายละเอียดรอบกายไปประมวลผลมากกว่าคนอื่น&lt;br /&gt;จากการสัมผัสทุกส่วนรวมกัน ผมถือว่าวิภพเป็นคนน่าคบหาคนหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนส่งต้นฉบับให้ผมอ่าน วิภพบอกว่า ‘ฝนเม็ดแรก’ เป็นเรื่องของโชคชะตาและการรอคอย เมื่ออ่านจบ ผมรู้สึกว่าเขาให้น้ำหนักกับการรอคอยมากกว่า การรอคอยในโลกนี้แม้มีหลายรูปแบบ ทว่าแต่ละรูปแบบกลับมีข้อแตกต่างไม่มากนัก ไม่ว่าจะรอคอยแบบใดล้วนมีบุคคลสองฝ่าย ผู้รอกับผู้ถูกรอ เวลาของฝ่ายรอย่อมยาวนานกว่าฝ่ายถูกรอเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรอคอยบางครั้งนำมาซึ่งความสุข บางครั้งก็แสนเศร้า และหลายครั้งที่การรอคอยเป็นความรู้สึกบอกไม่ถูก ผมเคยเขียนประโยคหนึ่งในสมุดบันทึกว่า “การรอคอยที่ทรมานที่สุดคือการรอคอยที่ไม่มีจุดหมาย” มันเกิดขึ้นจากการรอคอยครั้งหนึ่งในชีวิตผม การรอคอยครั้งนั้นพ้องกับเรื่องราวของ ‘ฉัน’ ใน ‘ฝนเม็ดแรก’ อย่างไม่น่าเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเป็นทั้งฝ่ายรอและฝ่ายถูกรอเป็นเรื่องยากลำบาก การบอกกล่าวให้บางคนไม่ต้องรอเราก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อประกอบกับการรอคอยระยะไกลซึ่งเปิดโอกาสให้เราผิดพลาดไม่เว้นวินาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะลองหาคำนิยามเพื่ออธิบาย ‘ฝนเม็ดแรก’ มันคือเรื่องรักธรรมดาซึ่งหลายคนเคยพบพาน เคยสัมผัส เคยผ่านพ้น และบางคนยังผ่านไม่พ้น ผ่านตัวอักษรลักษณะเดียวกับนิสัยหรือข้อเขียนชิ้นอื่นของวิภพ มองง่ายๆ จากภายนอก ทว่าลุ่มลึกอยู่ภายใน หลายครั้งคราวมันทำให้เราครุ่นคิด หวนคำนึง ระลึกถึง เสียน้ำตา แม้กระทั่งตั้งคำถามว่าเรื่องราวของฝนเม็ดแรกซึ่งคล้ายชีวิตเราเป็นโชคชะตาจริงไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นคนไม่เชื่อในโชคชะตา ไม่ค่อยเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อรักคนๆ หนึ่ง แม้จะเคยหลงคิดว่าใครบางคนคือคนพิเศษจนเฝ้าฝันถึงขั้นเพ้อ แล้วสุดท้ายก็พบว่ามันคือความฝันโง่ๆ ที่เสียเวลาเปล่า แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าทุกคนมีสิทธิที่จะเลือก มีสิทธิที่จะตัดสิน และรอรับผลจากการตัดสินใจนั้น ไม่มีอำนาจเหนือฟ้าใดจะมากำหนดความเป็นไปในชีวิตเราได้ หญิงสาว (หรือชายหนุ่ม)อีกคนที่รู้จัก ระยะทางห่างไกลโดยไม่รู้ข่าวคราว เรื่องราวไม่เข้าใจเล็กๆ น้อยๆ และความสัมพันธ์เปราะบางทางเทคโนโลยี ล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้เราเลือกเปลี่ยนเข็มทิศชีวิตได้ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงแต่มนุษย์บางประเภทนิยมเลือกการรอคอย เพราะการรอคอยทำให้เกิดความหวัง ชีวิตที่ไม่มีความหวังหรือไม่เคยเรียนรู้ที่จะหวังเป็นชีวิตที่หยาบกระด้างและโหดร้ายเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับ ‘ฉัน’ การรอคอยของเขาเป็นการรอคอยที่ไม่มีจุดหมาย ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าจะออกดอกออกผลเมื่อไหร่ หรือแม้แต่อย่างน้อยกับคำถามง่ายๆ ว่ามันจะเป็นการรอคอยที่ออกดอกออกผลรึเปล่า ทว่าจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่าหลังจากเรื่องราวใน ‘ฝนเม็ดแรก’ จบลง ‘ฉัน’ จะยังรอคอยชนาพรอยู่เงียบๆ แม้แทบไม่มีโอกาสที่ชนาพรจะกลับมาก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นแหล่ะ เหตุผลที่ผมบอกว่า ‘ฝนเม็ดแรก’ คือเรื่องของการรอคอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน ‘โชคชะตา’ หากว่าจะมีในหนังสือเล่มนี้ คงเป็นโชคชะตาที่นำพาให้หนุ่มสาวผู้มีความรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล้วนต้องตกอยู่ภายใต้ฝนเม็ดแรกเม็ดเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พลพงศ์ จันทร์อัมพร&lt;br /&gt;08 กันยายน 2551&lt;br /&gt;หน้าคอมพิวเตอร์เก่าๆ เครื่องหนึ่ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-1798254921105135595?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/1798254921105135595/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=1798254921105135595&amp;isPopup=true' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1798254921105135595'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1798254921105135595'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/09/msn-08-2551.html' title=''/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SNMvDf91w7I/AAAAAAAAAIw/NuevtULRfDs/s72-c/first+rain+down.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-2523546704849305277</id><published>2008-08-12T19:20:00.002+07:00</published><updated>2008-08-12T19:48:22.726+07:00</updated><title type='text'>อยู่คนเดียว</title><content type='html'>&lt;a href="http://i137.photobucket.com/albums/q218/carla_feliciano_453/alone.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SKGAmmmLdjI/AAAAAAAAAIg/hOqJweLGq-4/s1600-h/alone.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5233605642665293362" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SKGAmmmLdjI/AAAAAAAAAIg/hOqJweLGq-4/s320/alone.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อยู่คนเดียว-วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ระหว่างนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้านเพื่อนสนิทคนหนึ่ง อยู่ๆ แม่ของเพื่อนก็ถามผมว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;            “ชอบผู้หญิงแบบไหนละ เดี๋ยวแม่แนะนำให้สักคน”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;            สิ้นคำพูดของแม่เพื่อน ก็ต้องรีบออกตัวว่าไม่เป็นไร แล้วก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ว่า เฮ้ย! นี่ภาพลักษณ์เราดูแย่หรือโหยหาใครสักคนมาเคียงข้างขนาดนั้นเลยเหรอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;            หันไปมองดูเพื่อนสนิทที่กำลังนั่งหัวเราะผมเช่นกัน ก็ทำให้ต้องนึกเปรียบเทียบขึ้นมาว่า เราสองคนนี่มันช่างตรงกันข้ามเหลือเกิน เพราะในขณะที่แจกันของเธอไม่เคยขาดดอกไม้ แจกันของผมนั้นนานๆ ถึงจะมีดอกไม้มาปักสักดอก &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;            “ว่าไงละ ตกลงเราชอบผู้หญิงแบบไหน” แม่ของเพื่อนสนิทยังคงไม่หยุดความหวังดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;            “ไม่รู้สิแม่” ผมพูดคำนี้ออกมา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมีคำตอบที่ดีกว่า แล้วพูดต่อ “ตอนนี้อยู่คนเดียวก็สบายใจดี ไม่งั้นคงไม่ว่างมานั่งกินข้าวที่บ้านนี้บ่อยๆ ได้หรอก”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;            สิ้นคำพูด ทุกคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน แม้ลึกๆ ในใจของผมจะนึกย้อนไปถึงตารางชีวิตของตัวเองในแต่ละวัน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ที่เริ่มจากการเอาชนะนาฬิกาปลุกในตอนเช้า ด้วยการตั้งปลุกใหม่ทุกครั้งที่มันดังให้ห่างกัน 15 นาที เพื่อที่จะตื่นสายกว่าเวลาเดิมที่ตั้งไว้อีก 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะไปอาบน้ำแต่งตัวใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้รีดออกไปทำงานเสมอ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;            ทุกๆ เช้าผมมักจะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้คนที่ยืนต่อแถวรอขึ้นรถเพื่อไปทำงาน ขึ้นรถได้ก็ต้องนั่งเบียดกับผู้โดยสารคนอื่น วันไหนคนนั่งข้างๆ ตัวเล็กก็สบายตัวหน่อย แต่ถ้าวันไหนคนนั่งข้างๆ เป็นคนตัวอ้วน เช้าวันนั้นก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรนอกจากนั่งอยู่ท่าเดิมจนกว่าจะถึงปลายทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;            ระหว่างทางที่รถเคลื่อนตัว ทั้งหูซ้ายและหูขวาจะมีหูฟังซาวเบาท์อุดอยู่ เพียงเพื่อให้เสียงดนตรีขับกล่อมผมให้เช้านี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น สำหรับผมแล้วภาพช่วงชีวิตตอนเช้าระหว่างนั่งรถไปทำงาน คือภาพเดิมซ้ำๆ ที่หมุนกรอกลับไปมา โดยมีเวลาเป็นตัวขับเคลื่อนแบบไม่รู้จักจบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปยิ่งโตขึ้น ผมกลับยิ่งรู้สึกว่า กลไกบางอย่างทางสังคมทำให้เราเลือกที่จะทำอะไรไม่ได้อย่างใจหวังมากนัก โดยเฉพาะกับคนที่มีต้นทุนชีวิตน้อยอย่างผม &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้เกิดมาในครอบครัวคนรวย แต่ในทางกลับกันกลับเกิดมาในครอบครัวที่มีรอยแยกของชีวิตคู่ ที่บ้านผมไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ผมจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเข้าทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนตอกบัตร ผมไม่มีรถไว้ขับรับใครสักคน ทุกครั้งที่ทำได้จึงเป็นเพียงการจ่ายค่าโดยสารให้แทนเสมอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;พอสิ้นเดือนเงินเดือนออก เงินเดือนอันน้อยนิดกว่าครึ่งจะถูกจับจองโดยหน้าที่ประจำต่างๆ ที่ต้องจ่ายไป และที่แย่ไปกว่านั้นผมยังมีร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง พร้อมจะอ่อนแอเพื่อเจียดเงินเดือนมาเป็นค่ารักษาพยาบาลอยู่ตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูชีวิตของผมอาจไม่ค่อยมีอะไรดีนัก แต่อย่างน้อยถ้าคิดว่าตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ผมก็รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองช่างเป็นตัวละครที่น่าติดตามเหลือเกินว่า ตอนจบชีวิตของตัวละครตัวนี้จะเป็นอย่างไร และคงจะดีไม่น้อยถ้าผมสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้เหมือนเรื่องสั้นที่ผมเขียน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แต่ชีวิตไม่ใช่เรื่องสั้นถึงแม้มันจะคล้ายนิยายก็ตามแต่ ผมจึงทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากตั้งใจมีชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดอย่างนี้ของผมจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจกวนตีนหรือประชดใครทั้งนั้น เพราะถ้าเมื่อไรที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมันแย่อยู่แล้ว ผมก็จะพยายามทำอะไรไม่ให้มันแย่ไปกว่านี้อีก เพราะในแต่ละวัน การต้องอยู่คนเดียว ‘ความเงียบ’ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมต้องเผชิญเช่นกัน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่นับชีวิตที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่เลี้ยงหมาไว้ที่บ้านหนึ่งตัว เพราะอะไรนะเหรอ ผมบอกให้ก็ได้ว่าอย่างน้อยมันก็ช่วยให้ผมไม่ต้องพูดกับตัวเองบ่อยเกินไปนัก ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกว่า กลับมาบ้านแล้วยังมีหมารออยู่อย่างที่หลายคนอาจใช้เป็นเหตุผล เพราะคงจะดีกว่านี้มากถ้าจะเปลี่ยนเป็นใครสักคนที่ผมรักรอผมอยู่ที่บ้าน มากกว่าหมาหนึ่งตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;อีกเรื่องหนึ่งที่ผมถือเป็นเรื่องโชคดีแบบไม่ตั้งใจ คือการปล่อยให้ในบ้านมีนกกระจอกมาทำรังอยู่ ok ถึงแม้มันจะเป็นนกกระจอกไม่ใช่นกนางแอ่นที่มาทำรังไว้ให้เอารังไปขายกันจนรวยก็ตาม แต่คงไม่มีใครคิดหรอกว่า สำหรับผู้ชายโสดคนหนึ่งอย่างผมที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียวเพียงลำพังเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากการต้องซักผ้าและยืนตากผ้าเพียงลำพังคนเดียวตอนเที่ยงคืนแล้ว &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การได้เดินไล่จับนกกระจอกที่เข้ามาหลงติดอยู่ในบ้าน แล้วเอามันไปปล่อยนอกบ้าน มันช่วยทำให้ผมเดินในบ้านเพียงลำพังได้อย่างทั่วถึง ไม่รู้สึกเหงาที่ต้องเผชิญหน้ากับความเงียบเหมือนเมื่อก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เพราะนอกจากความเหงาที่มักจะมีขนาดตัวเท่าควายเหมือนเพลงของนักร้องวงหนึ่ง ‘ความเงียบ’ ที่ผมเปรยให้ฟังไว้ตอนต้นก็มีขนาดใหญ่แพ้กัน ไม่สิผมว่าน่าจะใหญ่กว่า คิดๆ ดู ถ้าจะให้เห็นภาพ ก็ต้องบอกว่าอาจจะตัวเท่าช้างเลยนะ และถ้านักร้องวงเดิมจะเอาไปแต่งเป็นเพลง ผมคิดว่าควรจะแต่งว่าแบบนี้ถึงจะเข้าท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;“ความเงียบตัวเท่าช้าง ช้างๆๆ น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงความเงียบ ครั้งหนึ่งในร้านหนังสือร้านหนึ่ง ผมเคยตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มหนึ่งเพราะประโยคของ ฟรานส์ คาฟก้า ที่ว่า  &lt;/p&gt;&lt;p&gt;“คุณไม่จำเป็นต้องออกไปจากห้อง นั่งนิ่งๆ ที่โต๊ะแล้วฟัง ไม่ต้องฟังด้วยซ้ำ แค่รอเท่านั้น ไม่ต้องรอ ขอเพียงนั่งนิ่งๆ อยู่กับความวิเวก โลกจะเผยตนต่อคุณอย่างอิสระ”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูแล้วอาจจะงงหรือไม่เข้าใจ แต่ผมมักบอกตัวเองอยู่เสมอว่า บางครั้งคนเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจในเรื่องที่ไม่เข้าใจก็ได้ เพราะถ้าเกิดเข้าใจในเรื่องที่ไม่เข้าใจ ชีวิตก็คงหมดเรื่องที่เป็นคำถามไปอีกเรื่องหนึ่ง และถ้าเมื่อไรที่ชีวิตหมดคำถามกันขึ้นมา ความท้าทายก็คงลดน้อยลงไปเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองปั่นจักรยานกลับเข้าบ้านในทุกๆ วัน หลังจากเลิกทำงานเพียงลำพัง เพื่อที่จะเปิดประตูบ้านไปพบหมาหนึ่งตัวหรือนกกระจอกที่บินหลงอยู่ในบ้าน หรือจะเป็นความเหงาตัวเท่าควายและความเงียบตัวเท่าช้าง พร้อมกับคำถามที่ถามตัวเองอยู่เสมอว่า &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;นี่ถ้าเกิดไม่มีใครขึ้นมาจริงๆ ชีวิตตอนแก่ของผมคงเศร้าน่าดู หรือว่าตอนนี้กำลังซ้อมรับมือชีวิตตอนแก่อยู่ก็ได้ใครจะรู้ และถ้าใช่ขึ้นมาจริง อีก 25 ปี ข้างหน้า ผมอาจจะคว้าปืนมายิงสมองตัวเองตายหลังจากเขียนเรื่องสั้นงงๆ จบสักเรื่องหนึ่งในตอนอายุ 50 ปีก็ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;หลังจากออกมาจากบ้านเพื่อน ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน คำถามของแม่เพื่อนยังวิ่งวนอยู่ในความรู้สึก เช่นเดียวกับชีวิตที่ดูเลื่อนลอยก้าวย่างสู่ขวบปีที่ 25 ในตอนนี้ ที่ผมยังคงใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเพียงลำพัง แม้ลึกๆ แล้วจะไม่ต้องการใช้ชีวิตแบบนี้ก็ตาม &lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่จะให้ต้องทำอย่างไร เมื่อตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;คือการอยู่คนเดียวให้ดีที่สุด…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-2523546704849305277?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/2523546704849305277/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=2523546704849305277&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/2523546704849305277'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/2523546704849305277'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/08/blog-post.html' title='อยู่คนเดียว'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SKGAmmmLdjI/AAAAAAAAAIg/hOqJweLGq-4/s72-c/alone.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-5362404448524023687</id><published>2008-07-04T23:39:00.001+07:00</published><updated>2008-07-04T23:43:09.897+07:00</updated><title type='text'>คุณค่า</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SG5SiWHsdCI/AAAAAAAAAIY/HeVU1KOzd8k/s1600-h/post-9-1195989303.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5219199768175866914" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SG5SiWHsdCI/AAAAAAAAAIY/HeVU1KOzd8k/s320/post-9-1195989303.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คุณค่า-วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                อาจเป็นเพราะฟองเบียร์ที่ผุดประกายลอยล่องขึ้นมาจากก้นแก้วก็เป็นได้ จึงทำให้คำพูดของเพื่อนวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนเริ่มดูไร้คุณค่าน่ารำคาญขึ้นมาทันตาเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                “กูบอกพี่เขาไปแล้วว่าถ้าไม่ได้เงินตามที่ต้องการ กูไม่กลับมาทำ อีกอย่างหนึ่งกูก็เกรงใจมึงด้วย”&lt;br /&gt;เหตุผลที่ทำให้เพื่อนลังเลใจและเกรงใจผม นั้นมาจากจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของความเป็นเพื่อนระหว่างเราสองคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะในขณะที่เงินเดือนของผมเท่าเดิมและไม่มีท่าทีจะเพิ่มขึ้น เงินเดือนของเพื่อนเมื่อกลับมาทำงานที่เดิมนั้นมากกว่าผมถึง 2 เท่า แต่ทั้งหมดนี้ ทั้งตำแหน่งหน้าที่ รวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่เพื่อนได้มา ก็ขึ้นอยู่กับคุณค่าที่ถูกมองเห็นระหว่างเราสองคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรกก็เข้าใจดีว่ามันเกิดจากความเป็นห่วงด้านความรู้สึกของเพื่อน แต่บ่อยครั้งเข้าที่คำพูดนี้หลุดออกมาจากปากคล้ายแข่งกับฟองเบียร์ที่ผุดขึ้นมามากมายแบบไม่มีกำหนด ก็ได้แต่นึกถึงคำพูดที่รุ่นพี่คนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;                “ถ้าต้องพูดเรื่องสำคัญ ควรพูดออกมาแค่ครั้งเดียว ถ้ามากกว่านั้นความสำคัญจะกลายเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญและเปลี่ยนเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายไปทันที เราต้องให้คุณค่ากับคำพูดและความรู้สึกนั้นไม่บ่อยเกินไป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปล่า…ผมไม่ได้โทษใครสักคนที่มีอำนาจในการตัดสิน หรือโทษโชคชะตาที่ขีดเส้นให้ทุกอย่างต้องดำเนินไปแบบนี้ หากจะโทษก็คงได้แต่โทษตัวเองที่พอใจจะอยู่นิ่งๆ เรื่อยๆ มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะการกลายเป็นคนไม่เก่งในสายตาของใครคนหนึ่งนั้น ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่าเรากลายเป็นคนไม่เก่งของใครคนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนั่งคิดอะไรเพลินๆ และปล่อยให้คำพูดของเพื่อนซึมหายไปเหมือนฤทธิ์เบียร์ที่สะสมอยู่ในร่างกาย เจ้าของร้านก็เดินมาเสิร์ฟเบียร์ให้กับเราอีก 2 ขวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนต่างมองหน้ากันคล้ายเกิดคำถามว่าใครเป็นคนสั่ง แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถามออกมา ความเงียบเข้ามาปกคลุมวงดื่มของพวกเราครั้งใหญ่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมองดูขวดเบียร์ในมือของเจ้าของร้านซึ่งถูกเปิดมาเรียบร้อย ทั้งๆ ที่บนโต๊ะของเราก็มีที่เปิดขวดตั้งอยู่&lt;br /&gt;ผมถามขึ้นมาว่ามีใครสั่งเบียร์เพิ่มหรือเปล่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทุกคนส่ายหน้า ผมจึงหันไปถามเจ้าของร้านว่าใครสั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าของร้านตอบเสียงตะกุกตะกัก แล้วก็ได้คำตอบว่า เขาเป็นคนเปิดและยกมาเองโดยที่ไม่มีใครสั่ง&lt;br /&gt;เบียร์ 2 ขวดถูกวางลงบนโต๊ะพวกเราแบบเบาๆ คล้ายการรู้สึกผิดของเจ้าของร้าน โดยผมพูดทิ้งท้ายไปว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ถ้าพี่ยกมาให้พวกผมเรื่อยๆ แบบนี้โดยที่ไม่มีใครสั่ง และทุกคนเข้าใจผิดว่ามีใครสั่งไป เกิดพวกผมไม่มีเงินจ่ายขึ้นมา พวกผมจะได้กินฟรีไหมครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้เสียดายเงินค่าเบียร์ที่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 2 ขวด หรือตั้งใจจะกวนเจ้าของร้าน แต่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบีบบังคับให้ต้องยอมรับ และจ่ายให้กับสิ่งที่ไม่สมควรจ่าย คล้ายการถูกยัดเยียดให้ต้องเป็นในสิ่งๆ หนึ่งโดยที่เราไม่ได้เต็มใจจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ เจ้าของร้านจึงยกเบียร์ 2 ขวดนั้นให้เป็นผลประโยชน์ของพวกเราไปโดยปริยาย...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบียร์ในขวดทุกขวดหมดแล้ว เหลือเพียงเบียร์ในบางแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจบจากวงดื่ม พวกเราแวะไปเยี่ยมรุ่นพี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่งซึ่งกำลังป่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการป่วยของรุ่นพี่เริ่มต้นจากการปวดหัว แรกๆ ก็กินยาแก้ปวดธรรมดา อาการปวดก็พอทุเลาลงบ้าง แต่เมื่อทนไม่ไหวเข้า จึงตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาล พร้อมกับสิทธิ์ประกันสังคมที่ได้รับในฐานะของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบของหมอที่มีต่อรุ่นพี่ที่ต้องอาศัยบัตรประกันสังคมนั้นมีไม่มากพอเท่ากับคนรวย ไปหาหมอครั้งใด รุ่นพี่จึงมักกลับมาพร้อมยาแก้ปวดเสมอเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนวันหนึ่งที่รุ่นพี่ตัดสินใจย้ายโรงพยาบาล ถ้าคิดในแง่ดีก็พอจะคิดได้ว่าเป็นโชคดีของรุ่นพี่ที่รู้ว่าตัวเองกำลังป่วยด้วยการเป็นโรคอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายคำตอบที่ชัดเจนคือโรคเนื้องอกหลังหู แต่บนความโชคดีที่มีความโชคร้ายทับซ้อน อาการป่วยที่รุ่นพี่เป็นก็ลุกลามกลายเป็นโรคมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของรุ่นพี่ ที่เริ่มผิดรูปเพราะอาการข้างเคียงของเนื้องอกหลังหู การให้กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ แต่เอาเข้าจริงก็มีเพียงรุ่นพี่คนเดียวเท่านั้นที่ต้องเผชิญหน้ากับโรคร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; จริงอยู่ว่าคนเราเมื่อพบกัน วันหนึ่งก็ต้องจาก แต่การจากกันโดยที่ไม่พร้อมจะจากไป ก็ดูจะโหดร้ายเกินกว่าจะยอมรับได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ออฟฟิศให้โบนัสพี่ 6 เดือนเลยนะ” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา เพื่อหวังจะทำให้รุ่นพี่รู้สึกดี ที่มีค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่ง แต่คำพูดของรุ่นพี่ก็ทำเอาทุกคนพูดอะไรไม่ออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่ถ้าต้องได้โบนัสเพราะสาเหตุแบบนี้ พี่ก็ไม่อยากได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ้นเสียงพูด น้ำตาของรุ่นพี่เริ่มเอ่อล้นออกมาจากดวงตาที่ไม่รู้จะอยู่มองดอกไม้บนโลกใบนี้ได้อีกนานเท่าไร&lt;br /&gt;ผมกุมมือรุ่นพี่ บีบมือเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ ในช่วงเวลาที่พวกเราต่างให้กำลังใจรุ่นพี่ว่า ยังไงก็ต้องรักษาหายอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นในใจผมนึกถึงพี่สาวที่เสียไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะได้พบกัน ได้แต่ภาวนาให้ชาติหน้ามีจริง และขอให้เราเกิดมาเป็นพี่เป็นน้องกันอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นรุ่นพี่จะรู้สึกอย่างไร แต่รอยยิ้มของรุ่นพี่ที่เผยออกมาอีกครั้งก็บ่งบอกว่า ชีวิตของรุ่นพี่คงไม่ยอมแพ้โรคมะเร็งเอาง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดึกมากแล้ว พระจันทร์คืนเดือนหงายยังคงงดงาม ทอส่องแสงสกาวสดใสในยามค่ำคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน ผมนึกถึงคุณค่าในการมีอยู่ของคนเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำพูด เงิน ตำแหน่งหน้าที่การงาน การถูกยอมรับจากใครสักคน หรือการขอแค่มีชีวิตอยู่ อะไรคือสิ่งสำคัญที่เรียกว่า&lt;br /&gt;‘คุณค่า’ ไปมากกว่ากัน...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-5362404448524023687?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/5362404448524023687/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=5362404448524023687&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/5362404448524023687'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/5362404448524023687'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='คุณค่า'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SG5SiWHsdCI/AAAAAAAAAIY/HeVU1KOzd8k/s72-c/post-9-1195989303.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-3406050350117479547</id><published>2008-05-27T10:02:00.003+07:00</published><updated>2008-05-28T10:07:04.214+07:00</updated><title type='text'>หลงรักลิดา</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SDt6IvWhGrI/AAAAAAAAAIE/-fE1-j12ryQ/s1600-h/DSCF0262.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5204888084925192882" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SDt6IvWhGrI/AAAAAAAAAIE/-fE1-j12ryQ/s320/DSCF0262.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;แด่ ลิดา&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เรื่องราวต่างๆ ของชีวิตคนเมือง&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ผมเพิ่งเข้าใจว่า&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ความบริสุทธิ์ที่สุดในโลกใบนี้&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;คือแววตาของเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ขอบคุณลิดา &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ที่สอนให้น้า กลับมาเป็นคนเดิม&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;วิภพ ล้อมเขต &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-3406050350117479547?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/3406050350117479547/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=3406050350117479547&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/3406050350117479547'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/3406050350117479547'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/05/blog-post.html' title='หลงรักลิดา'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SDt6IvWhGrI/AAAAAAAAAIE/-fE1-j12ryQ/s72-c/DSCF0262.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-6200179554990238791</id><published>2008-04-25T17:26:00.003+07:00</published><updated>2008-04-25T17:34:48.906+07:00</updated><title type='text'>กราบขออภัย</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SBGyRUx10fI/AAAAAAAAAH8/4kWEbQ7265U/s1600-h/2075175006_9d13ecaf29_o.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5193127856040169970" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SBGyRUx10fI/AAAAAAAAAH8/4kWEbQ7265U/s320/2075175006_9d13ecaf29_o.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;ก่อนอื่นเลยต้องขอกราบอภัยเพื่อนๆ ที่รออ่านงานเขียนชิ้นต่อไปนะครับ &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ช่วงนี้ผมห่างเหินการอัพบล็อกไปนานร่วมเดือน (หรืออาจจะมากกว่านั้น)&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เหตุผลก็มาจากการทำงานและการได้พักผ่อนน้อย และอีกอย่างช่วงนี้ผมเริ่มเคร่งเครียดกับการเขียนนิยาย&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เรื่อง 79 อยู่ จึงทำให้งานเขียนในบล็อกนี้ไม่ได้เดินหน้าเท่าที่ควร&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;มีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟังครับ คือเมื่อตอนงานสัปดาห์หนังสือฯ ที่ผ่านมา&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;มีน้องคนหนึ่งทักผมว่า ใช่พี่วิภพ หรือเปล่า&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ผมก็พยักหน้าพร้อมกับความงง พยายามนึกว่าน้องคนนี้คือใคร&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;พอน้องเขาเฉลยถึงได้รู้แหละครับว่าเป็นน้องที่เคยเข้ามาอ่านงานในบล็อก&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;กลับบ้านไปวันนั้น เลยรู้สึกอยากเขียนหนังสือขึ้นมาทันที&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;นี่แหละครับ กำลังใจจากนักเขียนก็มาจากคุณผู้อ่านทั้งหลายนี่แหละครับ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ขอตัวไปทำงานประจำในฐานะมนุษย์เงินเดือนก่อนนะครับ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แล้วจะกลับมาอัพบล็อกในอีกไม่นานนี้ครับ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ปล.ฝนตก แดดร้อน รักษาสุขภาพกันถ้วนหน้านะครับ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;วิภพ ล้อมเขต&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;กลางฝนครึ้ม &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ออฟฟิศ ลาดพร้าว&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;25 เมษายน 2551&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-6200179554990238791?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/6200179554990238791/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=6200179554990238791&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6200179554990238791'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6200179554990238791'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/04/blog-post.html' title='กราบขออภัย'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SBGyRUx10fI/AAAAAAAAAH8/4kWEbQ7265U/s72-c/2075175006_9d13ecaf29_o.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-1942245499492864607</id><published>2008-03-02T14:12:00.004+07:00</published><updated>2008-03-02T14:17:01.862+07:00</updated><title type='text'>ไกล</title><content type='html'>&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.bloggang.com/data/angelzzz/picture/1191959594.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ไกล/วิภพ ล้อมเขต&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งในความเป็นจริงของคำว่า ‘ชีวิต’ ทุกครั้งที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วเห็นเครื่องบิน ผมมักจะนึกถึงความสัมพันธ์ของคู่รักที่ถึงคราวต้องห่างไกลกัน โดยมีระยะทาง กาลเวลา และความสับสนเป็นบททดสอบอยู่เสมอ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนคำว่า ‘เดี๋ยวก็เลิกกัน’ มักจะเป็นคำพูดที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ จากปากของคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนรู้จัก ยิ่งในช่วงที่ใจของเราต่างเปราะบางด้วยแล้วละก็ คงมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อเดินไปหาไออุ่นที่ใกล้กว่า ในช่วงเวลาขณะที่อีกฝ่ายยังยืนรออยู่ที่เดิมไม่เคยคิดจะแปรเปลี่ยน เพียงเพื่อท้ายที่สุดแล้ว จะต้องพบเจอแต่ความว่างเปล่าก็ตาม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;รุ่นพี่คนหนึ่งที่ออฟฟิศของผมผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปีบอกว่า คู่รักคู่ไหนที่อยู่ไกลกัน เรื่องที่จะเลิกกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่เลิกกันนี่สิถือว่าเป็นเรื่องแปลก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมในฐานะของผู้ชายไทยที่ไม่เคยไปเหยียบผืนดินต่างแดน ฟังแล้วก็ตกใจจนต้องถามกลับไปว่า เพราะอะไรถึงทำให้คำตอบของรุ่นพี่ออกมาเป็นเช่นนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;"คนเราไปอยู่ต่างประเทศมันก็ตัวคนเดียว อากาศที่โน่นมันก็ดีกว่าบ้านเรา ไปยืนรอรถเมล์อากาศดีๆ บรรยากาศโรแมนติก เหงาๆ หน่อย สบตากัน ก็พบรักแล้ว"&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูอาจตลก แต่เหตุผลแบบนี้ก็มีใครหลายคนใช้เป็นข้ออ้างในการหาไออุ่นครั้งใหม่มานักต่อนักแล้ว และบางคนก็อาจจะตลกไม่ออก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;"ก็นี่คือการรักตัวเองแบบหนึ่งไงละ" รุ่นพี่แย้ง เมื่อผมถามว่า แล้วทำไมถึงไม่คิดถึงความรู้สึกของคนรักที่รอคอยตัวเองอยู่บ้าง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูอาจโหดร้ายในช่วงเวลาที่ต้องไกลกัน บนโลกของความรักที่เคยเป็นสีชมพูที่ต้องกลายเป็นสีเทา และไม่เหลือร่องรอยของวันวานที่เคยเป็นสีชมพู &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงตัวเองในอดีต ครั้งเมื่อไปยืนรอรับคนที่ตัวเองรอคอยที่สนามบิน โดยที่ไม่ได้บอกเธอไว้ล่วงหน้าว่าผมจะมารับเธอ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ผมอยากให้เธอรู้สึกแปลกใจ และสิ่งที่ผมต้องเผชิญคือเรื่องของความเสี่ยงที่อาจจะได้เจอเธอหรือไม่ได้เจอเธอเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องที่สองที่ตามมาก็คือ เมื่อผมพบเธอแล้ว ผมอาจจะเห็นภาพที่ไม่อยากเจอ แม้ว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องของความจริงตลอดระยะเวลาที่เราสองคนต้องไกลกัน โดยมีระยะทาง กาลเวลา และความสับสนเป็นบททดสอบ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมยืนรอเธออยู่นานเท่านาน แต่สุดท้ายเวลาของเราสองคนก็คลาดเคลื่อน จนทำให้ไม่ได้พบกัน&lt;br /&gt;เหตุการณ์ในวันนั้นผ่านมานานเท่านานจวบจนถึงปัจจุบัน ผมก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้พบเธออีกเลย มีเพียงแค่เสียงตามสาย ที่ค่อยๆ ห่างไกลกันบนถนนของความรู้สึกเข้าไปทุกที &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;"เวลามองขึ้นไปบนฟ้า ฉันนั้นเห็นแต่ภาพเธอ อยู่ไกลกันสุดสายตา..."&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ผมมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองเคยรอคอยใครคนหนึ่ง และยังคงเชื่ออยู่เสมอว่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ตราบใดที่ยังรักและเชื่อใจกัน เมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญกับความห่างไกล โดยมีระยะทาง กาลเวลา และความสับสนเป็นบททดสอบ ถ้าข้ามผ่านมันไปได้ สิ่งเหล่าจะช่วยเติมเต็มในความรักของคนสองคนให้แข็งแรงขึ้น ไม่ใช่กลายเป็นสาเหตุให้คนสองคนนั้นต้องไกลกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;มากกว่าเดิม... &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-1942245499492864607?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/1942245499492864607/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=1942245499492864607&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1942245499492864607'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1942245499492864607'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/03/blog-post.html' title='ไกล'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-3218140346219090066</id><published>2008-01-21T12:21:00.000+07:00</published><updated>2008-01-21T17:21:44.577+07:00</updated><title type='text'>ด้วยรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคน</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R5Qr0zu6raI/AAAAAAAAAH0/NxY9A3wIJKc/s1600-h/006.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5157795659486244258" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R5Qr0zu6raI/AAAAAAAAAH0/NxY9A3wIJKc/s320/006.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ด้วยรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคน/วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประตูไม้สีขาว ครึ่งหนึ่งมีกระจกใสกั้นกลางของร้านหนังสือเดินทางๆ ค่อยๆ ถูกเปิดออก ด้วยแรงผลักของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการหนุ่มไฟแรงหัวก้าวหน้าของสำนักพิมพ์ open&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอาหนังสือธรรมมะมาฝาก” เขาเริ่มประโยคแรกเป็นคำทักทายหลังจากยกมือรับไหว้ทุกคนที่นั่งอยู่ในร้าน ซึ่งก็มีผมรวมอยู่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พอดีพี่เข้าไปที่เคล็ดไทยมา คุยธุระเสร็จออกมารถโดนล็อคล้อ เลยแวะเข้าไปในวัดราชบพิตรสวดมนต์ไหว้พระให้ใจเย็นๆ แล้วนึกสนุกอธิฐานขอให้ตำรวจเอาที่ล็อคล้อออก พอออกมาจากวัดก็เอาที่ล็อคล้อออกไปจริงๆ” ภิญโญเล่าพร้อมเสียงหัวเราะพลางชูใบสั่งที่เพิ่งได้มา ซึ่งก็ทำให้ทุกคนหัวเราะตามไปด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผม...ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ภิญโญยังเป็นคนเก่ง ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันแบบเสียดสีได้อย่างสร้างสรรค์อยู่เสมอ และตลอดระยะทางของกาลเวลาตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักจวบจนถึงปัจจุบัน เขายังเป็นหนึ่งในต้นแบบของความคิด บนถนนสายยาวที่ชื่อว่า ‘ชีวิต’ ของผมไม่แปรเปลี่ยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เปล่าหรอกคะพี่ จริงๆ ที่ตำรวจเอาที่ล็อคล้อออกเวลานี้ น่าจะเป็นเพราะตำรวจต้องใช้ที่ล็อคล้อจำนวนมากไปล็อคล้อแถวถนนข้าวสารมากกว่า” เสียงของใครคนหนึ่งพูดถึงหลักของเหตุและผลในความเป็นจริง ค้านกับความเชื่อของภิญโญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อ้าว...เหรอ พี่ก็นึกว่าเป็นเพราะคำอธิฐานของพี่ซะอีก” ภิญโญหัวเราะ ตบไหล่ผมเบาๆ ตอนที่เดินผ่านผมไป “เป็นไงบ้างวัยรุ่น ไม่เจอกันนานเลยนะเรา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สบายดีระดับหนึ่งครับพี่โญ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตอบแล้วยิ้มให้ นึกถึงตัวเองตอนที่นั่งอยู่ในรถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ ของเขา ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศบนทางด่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นานแล้วที่พี่ไม่ได้ขับมัน เราโชคดีนะที่ได้นั่ง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ วิ่งสุดแรงกำลังขับเคลื่อนแบบเต็มแรงของเครื่องยนต์ แต่ก็ยังถูกรถคันอื่นๆ ขับแซงคันไปแล้วคันเล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หลบเข้าซ้ายก่อน พี่แกมาแรงเหลือเกิน เดี๋ยวโดนด่าพ่อเอา” พูดจบ ภิญโญค่อยๆ หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าเลนส์ซ้าย ก่อนที่รถคันหลังจะบีบแตรไล่ได้ทันเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพยายามหมุนข้อมือเพื่อลดกระจกลงให้ลมภายนอกได้พัดเข้ามาภายในรถ แต่แรงเสียดทานของกระจกกับขอบยางตรงประตู ก็ดูจะไม่เต็มใจอำนวยความสะดวกให้ผมเท่าไรนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กระจกหมุนลงได้ไหม เอ็งพยายามหน่อยก็แล้วกัน พี่ก็พยายามหาคลื่นวิทยุให้เอ็งได้ฟังเพลงอยู่ เฮ้ย...ไม่ต้องห่วง วันนี้พี่ส่งเอ็งถึงบ้านแน่นอน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยืนมองภาพรถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ ที่ค่อยๆ ถูกกลืนหายไปในคลื่นการจราจรที่คับคั่งบนท้องถนนของกรุงเทพฯ เมื่อถึงจุดหมาย ก่อนจะเดินไปต่อรถมอเตอร์ไซด์ตรงหน้าปากซอยเพื่อเข้าบ้าน เมื่อรถ BMW สีเขียวตองคันเล็กๆ หายไปสุดสายตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือเรื่องราวเมื่อ 3 ปี ก่อน หลังจากที่ผมได้เชิญภิญโญมาเป็นแขกรับเชิญ ในงานเสวนาประจำภาควิชาที่ผมเรียนอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากวันนั้นถึงปัจจุบัน ผมยังมีโอกาสเจอภิญโญบ้างตามงานหนังสือ หรือไม่ก็เจอด้วยความบังเอิญตามสถานที่ต่างๆ เช่นเดียวกันกับวันนี้ที่เจอเขาที่ร้านหนังสือเดินทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ได้ข่าวว่าพี่เพิ่งเสียพ่อไปเมื่อสิ้นปี” ใครคนหนึ่งถามคำถามนี้ขึ้นมา เมื่อภิญโญเข้ามานั่งอยู่ในวงสนทนาของเราได้ไม่นาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใช่...ดีนะแกไม่อยู่ข้ามปี ชิงเสียไปก่อน พี่ละปลงกับชีวิตเลยตอนที่ไปเก็บกระดูกพ่อ เฮ้ย! นี่หรอคนที่เคยตีเรา ด่าเรา สุดท้ายเหลือแค่นี้เองหรอวะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำพูดของภิญโญทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า สุดท้ายแล้วต่อให้รวยล้นฟ้าแค่ไหน เราต่างก็จากไปโดยเอาอะไรไปด้วยไม่ได้ มีเพียงความรู้สึกและบทเรียนบางอย่าง ที่ทิ้งไว้ให้กับคนที่ยังอยู่ภายหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “ตอนพ่อตาย แม่พี่เป็นคนที่ดีใจมากที่สุด คิดดูนะว่าแกเดินไปเคาะโลงบอกพ่อเลยว่า เกิดชาติหน้า มึงไปหาเมียใหม่ละกัน” สิ้นคำพูดของตัวเองที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ ภิญโญหัวเราะออกมาแม้ในแววตาจะมีความเศร้าแฝงอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าการเกิดมาในครอบครัวของคนจีนที่มีลูกหลานมากมายอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกันนั้น วิถีของความคิดและชีวิตของการเติบโตและความเป็นอยู่ จึงค่อนข้างแตกต่างไปจากครอบครัวแบบไทยๆ ที่มีเพียงพ่อแม่และลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทุกวันนี้ถ้าเกิดต้องเสียพ่อหรือแม่ไป ก็ยังรู้สึกว่าทำใจไม่ได้” ใครคนหนึ่งเปรยขึ้นมาระหว่างที่ความเงียบเริ่มปกคลุมวงสนทนาของพวกเรา&lt;br /&gt;ผมนึกถึงความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่ของตัวเองที่ไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่ามันเป็นเหตุผลของผู้ใหญ่ที่ต่างเคยเป็นคนรักของกันและกันที่เด็กอย่างผม (ในสายตาท่านทั้งทั้งสอง) ไม่มีวันเข้าใจ แต่การเติบโตมาท่ามกลางรอยแยกของความสัมพันธ์ก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่นับพี่ชายและพี่สาวต่างแม่ ทีแม้จะมีเลือดครึ่งหนึ่งที่มีแหล่งกำเนิดจากคนเดียวกัน แต่ยิ่งนานวันความสัมพันธ์และความผูกพันของคำว่าพี่น้องก็ดูจะลางเลือนขึ้นไปทุกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาว่ากันว่า เงินเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนได้แม้กระทั่งความรักของสายเลือดที่ใครๆ ต่างนับถือว่ายิ่งใหญ่ ทุกวันนี้ข่าวฆ่าพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของตัวเองตายเพราะเงิน จึงติดอันดับทำเนียบข่าวหน้าหนึ่งยอดฮิตของหนังสือพิมพ์หัวสีจนกลายเป็นเรื่องปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่น้องไม่มีอยู่จริงหรอก ถ้าเราไม่เชื่อถือหรือไว้วางใจกัน – ถ้อยคำหนึ่งในงานเขียนของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ยังแว่วดังอยู่ในความรู้สึกของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่พี่ว่ามันเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดในชีวิตเลยว่ะ” ภิญโญแย้ง พลางขยับแว่นสายตาทรงกลมของเขาให้เข้าที่ เผยให้เห็นดวงตาชั้นเดียวตามสไตล์คนไทยที่มีเชื้อสายจีนปะปนอยู่ และยังไม่ทิ้งคราบของความเศร้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อย่างน้อยการกลับบ้านไปงานศพพ่อครั้งนี้ ก็ทำให้พี่รู้สึกว่าเป็นการกลับบ้านไป เพื่ออยู่เป็นเพื่อนคนที่ยังอยู่มากกว่าคนที่ตายไปแล้ว เพราะมันทำให้พี่น้องของพี่ทั้งหมด 9 คนได้กลับมานั่งคุยกัน หลังจากที่ห่างเหินกันไปพักหนึ่งใหญ่ๆ ได้รู้ความเป็นอยู่ของกันและกัน และได้ช่วยเหลือกันอีกครั้งหนึ่งตามประสาพี่น้อง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องตัวเองและครอบครัวในช่วงเวลาปัจจุบันที่ต้องเผชิญอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นนะสิ…ในเรื่องราวที่ว่าแย่ หากเพียงรู้จักตั้งสติแล้วมองหาหนทางออกที่ดี แม้ความหวังจะดูริบหรี่เพียงใด หนทางที่มืดมนก็ยังคงมีทางออกอยู่เสมอ และคงไม่มีใครอยากสูญเสียคนที่ตัวเองรักไปแบบที่ยังมีลมหายใจ โดยเปลี่ยนสถานะจากคนรักกลายเป็นเพียงแค่คนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะความรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคนนั้น ล้วนเป็นแบบทดสอบของชีวิตขั้นสูงสุด ที่เราเองนั้น ต่างก็ต้องเผชิญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...ร่วมกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-3218140346219090066?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/3218140346219090066/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=3218140346219090066&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/3218140346219090066'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/3218140346219090066'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2008/01/blog-post_21.html' title='ด้วยรัก ความตาย และหัวใจของเราทุกคน'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R5Qr0zu6raI/AAAAAAAAAH0/NxY9A3wIJKc/s72-c/006.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-398514084214234039</id><published>2007-12-26T11:16:00.000+07:00</published><updated>2007-12-26T11:18:58.594+07:00</updated><title type='text'>ข้ามคืนเพียงลำพัง</title><content type='html'>&lt;a href="http://i34.photobucket.com/albums/d116/bloodink6_art/photo/th/00.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand" alt="" src="http://i34.photobucket.com/albums/d116/bloodink6_art/photo/th/00.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ข้ามคืนเพียงลำพัง-วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่ำคืนนี้มาเยี่ยมอีกครา โดยมีพระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างจ้า อยู่ไกลแสนไกล&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่รถไฟฟ้าจอดสนิทที่สถานีปลายทาง ผมมักจะนั่งมองผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ไปยืนออกันตรงประตูทางออก แล้วเดินออกมาจากตู้โบกี้เป็นคนสุดท้ายเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นผมจะเดินตามขบวนผู้โดยสารลงไปทางบันได หยิบบัตรโดยสารขึ้นมาเพื่อสอดลงไปในช่องสอดบัตรตรงประตูทางออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเดินผ่านประตูทางออก ภาพการจราจรที่คลาคล่ำไปด้วยไฟสีแดงของท้ายรถ มักจะทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาต่อไป ซึ่งก็คือช่วงเวลาของการนั่งรถตู้กลับบ้าน และเมื่อขึ้นรถตู้ได้ ถ้าไม่หลับ ผมก็จะใช้เวลาที่เหลือตลอดระยะทาง คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เรื่อยเปื่อยถึงขนาดที่ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องบางเรื่องที่ผ่านพ้นไปนานแล้ว ผมก็ยังเก็บเอามาคิดได้อยู่บ่อยๆ จนบางครั้งแผลของความรู้สึกที่หายไปแล้ว ก็เริ่มที่จะมีความเจ็บปวดไหลซึมออกมา&lt;br /&gt;ระหว่างทางกลับบ้าน เสียงใครคนหนึ่งก้องดังอยู่ในหัวของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คิดมากอีกแล้วนะ เราต้องสนุกกับชีวิตสิ”&lt;br /&gt;“สนุกกับชีวิตเหรอ” ผมถามเธอในตอนนั้น&lt;br /&gt;“อือ…สนุกกับชีวิต”เธอตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำพูดของเธอที่ตอบกลับมา ทำให้ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า นี่ผมดูเป็นคนที่ชอบคิดมากขนาดนั้นเชียวเหรอ หรือว่าจริงๆ แล้วนั้น เป็นเพราะเราสองคนมีมุมมองต่อโลกใบนี้ที่ต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่างกันถึงขนาดที่ว่า บางช่วงเวลา...เราก็ลืมดูแลความรู้สึกของกันและกัน จนบางครั้งคำขอโทษก็ไม่ได้มีค่าพอสำหรับการไปตามหาความรู้สึกดีๆ ที่หายไปให้กลับคืนมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เรื่องบางเรื่องผ่านไปแล้วก็ต้องปล่อยให้มันผ่านเลยพ้นไป ผมจึงไม่ได้ยึดติดอะไรมากนัก นอกจากพยายามประคองไม่ให้เกิดเรื่องราวแบบเดิมซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากลงจากรถตู้ ผมเดินไปเอาไอ้ดอกไม้ที่ร้านฝากรถร้านประจำ แล้วปั่นไอ้ดอกไม้กลับเข้าบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างปั่นไอ้ดอกไม้แบบก้าวต่อก้าว ลมหายใจที่หอบถี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับวงล้อของไอ้ดอกไม้ที่หมุนวนไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย&lt;br /&gt;พอเปิดประตูบ้านได้ สิ่งแรกที่ทำ คือการล้มตัวลงนอนบนโซฟา นอนได้สักพักก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำ ก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องนอนที่ผมพยายามดัดแปลงให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวัน มากกว่าการเอาไว้นอนเพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมชอบช่วงเวลาที่อินโทรของเพลง It's On Tonight ของ Brian Culbertson เริ่มแว่วดังขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ฟองเบียร์เม็ดเล็กๆ ผุดประกายกลมลอยขึ้นมาจากก้นแก้ว ท่ามกลางหลอดไฟนีออนในห้องที่ถูกดับลง และมีเพียงเปลวเทียนส่องแสงสว่างขยับสั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง&lt;br /&gt;เปล่า...ผมไม่ได้มีความทรงจำฝังใจใดๆ กับใครในเพลงนี้ แต่ก็เคยพูดให้เพื่อนสนิทฟังอยู่บ่อยๆ ว่า ถ้าสมมติว่าเพลง It's On Tonight เป็นหญิงสาว ผมจะคุกเข่าขอเธอแต่งงานทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องแปลกใจไป...เธอในที่นี้ คือเธอที่เดินออกมาจากเพลง It's On Tonight ไม่ใช่เธอที่เคยเดินเข้ามาในชีวิตของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดึกมากแล้ว แต่ผมยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวที่ไม่มีพนักพิงหน้าเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ ในห้องนอน มองดูพระจันทร์เต็มดวงในค่ำคืนนี้เพียงลำพัง&lt;br /&gt;นั่งนิ่งๆ ได้สักพักหนึ่งจึงหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์โทรศัพท์ ไล่ดูรายชื่อคนที่อยากคุยด้วยก็ไม่พบใคร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากที่เคยได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งความรู้สึกไปถึงใครต่อใคร มือถือในตอนนี้จึงมีค่าไม่ต่างอะไรกับที่ทับกระดาษที่สามารถบอกเวลาได้&lt;br /&gt;เพลง It's On Tonight จบลงแล้ว เช่นเดียวกันกับที่เบียร์ในแก้วนั้นหมดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมหันไปมองนาฬิกาแขวนผนังที่บ่งบอกเวลาในยามค่ำคืน เดินลงไปในห้องครัวเปิดตู้เย็น แล้วหยิบเบียร์ติดมือกลับขึ้นมาบนห้องอีก 1 ขวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่นานนัก ฟองเบียร์เม็ดเล็กๆ ก็ผุดประกายกลมลอยขึ้นมาจากก้นแก้ว ท่ามกลางหลอดไฟนีออนในห้องที่ถูกดับลง และมีเพียงเปลวเทียนส่องแสงสว่างขยับสั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างอีกครั้งหนึ่ง ต่างกันก็แค่เพียงไม่มีเสียงอินโทรของเพลง It's On Tonight แว่วดังขึ้นมา และเปลวเทียนนั้นก็เริ่มหรี่ตัวลงแต่ยังคงสั่นไหว เมื่อสายลมยามค่ำคืนพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ใช่คนดื่มหนัก แต่เป็นคนดื่มได้เรื่อยๆ ส่วนเรื่องเมาแล้วโวยวายเสียงดังนั้นลืมไปได้เลย เพราะนอกจากยิ้มกับพูดน้อยลงแล้ว อาการสุดท้ายเวลาเมา คือการหลับแบบที่ตื่นขึ้นมาแล้วจะจำอะไรไม่ค่อยได้ คล้ายๆ กับการถอดปลั๊กของตัวเองออก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อาการถอดปลั๊กแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับผมน้อยมาก น้อยมากเสียจนนับครั้งได้ เวลามีใครมาว่าผมว่าเป็นพวกขี้เมา ผมจึงรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่ตัดสินกันจากแค่ภายนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระจันทร์เต็มดวงในค่ำคืนนี้เคลื่อนตัวสูงข้ามหน้าต่าง ทิ้งไว้เพียงดวงดาวที่ยังคงอยู่ที่เดิม ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เบียร์ในขวดนั้นหมดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมทิ้งตัวลงจากเก้าอี้ตัวเดียวที่ไม่มีพนักพิงลงบนที่นอน แล้วปล่อยให้ฤทธิ์เบียร์พาผมข้ามผ่านคืนนี้ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ในโลกอีกใบหนึ่ง...&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-398514084214234039?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/398514084214234039/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=398514084214234039&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/398514084214234039'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/398514084214234039'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/12/blog-post_26.html' title='ข้ามคืนเพียงลำพัง'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-955887928818769702</id><published>2007-12-18T13:31:00.000+07:00</published><updated>2007-12-18T16:08:37.467+07:00</updated><title type='text'>ในค่ำคืนของแสงไฟ บนท้องถนน</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R2dpgTu6rXI/AAAAAAAAAHY/FqXu58Cx1XY/s1600-h/bangkok00.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5145197103067868530" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R2dpgTu6rXI/AAAAAAAAAHY/FqXu58Cx1XY/s320/bangkok00.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ในค่ำคืนของแสงไฟ บนท้องถนน -วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถเมล์ ผมหยิบมือถือขึ้นมาแล้วโทรไปหาเพื่อนคนหนึ่ง อารมณ์ประมาณว่า ‘คิดถึง’ ไม่ได้เจอกันเสียนาน เมื่อมาเหยียบถึงถิ่นขนาดนี้ ถ้าไม่โทรหากันหน่อยก็ดูจะใจดำเกินไปสำหรับคำว่า ‘เพื่อน’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘089-700-xxxx’ -เธอจะมีใจหรือเปล่า เธอจะมองมาที่ฉันหรือเปล่า-...เสียงเพลงรอสาย ‘อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม’ ของวง Calories Blah Blah ดังอยู่นานเท่านานก่อนจะสิ้นสุดลงด้วยการไม่รับสาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สงสัยมันคงไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัว-ผมบอกกับตัวเอง แต่พอตั้งสติได้ ลองนึกดูดีๆ ถึงได้รู้ว่าผมกดเบอร์เพื่อนผิดไป 1 ตัวนี่หว่า&lt;br /&gt;คราวนี้ผมลองใหม่ ‘086-700-xxxx’ ไม่มีเสียงเพลงรอสายใดๆ ดังขึ้น นอกเสียจากเสียงสัญญาณรอสายแบบธรรมดา - ผมมั่นใจ ผมกดเบอร์ไม่ผิดแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เออ...นึกไงโทรมาวะ” เพื่อนเป็นฝ่ายเริ่มต้นประโยคแรกในการทักทายผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรารู้จักกันครั้งแรกในงานอบรมเยาวชนนักเขียนแห่งหนึ่ง ในวันนั้นความฝันของเพื่อนไม่ใช่การเป็นนักเขียน แต่เป็นการแต่งเพลง เวลาผ่านมานานเท่านานจนถึงปัจจุบัน ความฝันที่จะเป็นนักแต่งเพลงของเพื่อนเริ่มออกมายืนอยู่บนโลกของความจริงแบบก้าวต่อก้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีโอกาสฟังเพลงที่เพื่อนแต่งบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนความฝันของผมนั้นเป็นเรื่องตลก สิ่งเดียวที่ผมมีจึงมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือการดำรงชีพให้ได้ด้วยการเขียนหนังสือบนโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่ในโลกของความฝันที่นักอยากเขียนทั้งหลายต่างคิดปั้น เติมแต่งมันให้สวยหรู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กูคิดถึงมึง...ออกมาเจอกูหน่อย” คือคำตอบและเหตุผลที่ผมบอกเพื่อน&lt;br /&gt;“กูติดงานวะ มึงอยู่แถวนี้อีกนานมั๊ยละ”&lt;br /&gt;“ถ้ากูรอแล้วมึงออกมาหา กูจะอยู่” ผมบอกและรู้สึกแบบนี้จริงๆ&lt;br /&gt;“เออ...งั้นไว้เดี๋ยวเย็นๆ เจอกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงตามสายของเพื่อนจบลงไปนานแล้ว แต่เสียงของเพื่อนยังก้องดังอยู่ในหัว&lt;br /&gt;แน่นอน...ถ้าจำกัดเวลาแค่ทำธุระเสร็จ ผมคงไม่ได้อยู่รอเจอหน้าเพื่อนคนนี้แน่ๆ คิดได้ดังนี้จึงเดินเล่นฆ่าเวลาแถวถนนข้าวสาร เห็นภาพนักท่องเที่ยวเดินสะพายเป้ลูกใหญ่คราใด หัวใจก็มักจะสั่งให้ความรู้สึกโหยหาการเดินทางอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงคราวสะพายเป้เดินอยู่ในป่า นึกถึงเวลาที่ใจของตัวเองมีคนให้คอยเป็นห่วง จนไม่กล้าออกเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างที่หวังไว้ แต่ปัจจุบันเมื่อกลายเป็นคนที่ไม่มีใครให้คอยห่วง ภาระหน้าที่ของการงานกับฉุดรั้งผมไว้ ให้ค่อยๆ ห่างเหินการเดินทางจนเกือบกลายเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากทำธุระเสร็จ ผมได้หนังสือมาจำนวนหนึ่ง พร้อมไวน์ 1 ขวดที่นอนแน่นิ่งอยู่ในกระเป๋า และความหวังบางอย่างที่เดินตามติดผมมาเป็นเงาตามตัว จากญาติน้ำหมึกผู้ใหญ่คนหนึ่งที่มีความเชื่อว่า ผมต้องทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็ถ้ารางวัลมันมีกรอบที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว ทำไมถึงไม่ตั้งใจทำตามกรอบนั้นให้ดีขึ้นกว่าเดิมละ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปล่า...ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อหรือดื้อรั้น แต่กับช่วงเวลาในปัจจุบัน ผมก็ยังไม่พร้อมที่จะต้องเผชิญกับอะไรบางอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายผมตัดสินใจเข้าไปรอเพื่อนที่ร้านหนังสือเดินทาง ร้านหนังสือร้านประจำที่แทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ในกรุงเทพฯ ไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนั่งรอเพื่อนก็คงต้องบอกว่า ไม่รู้วันนี้เป็นวันอะไร พรรคพวกที่ไม่ได้เจอกันมานาน อยู่ๆ ก็มาพร้อมกันที่ร้านหนังสือเดินทางอย่างไม่ได้นัดหมาย แน่นอนว่าส่วนหนึ่งพี่หนุ่ม เจ้าของร้านเป็นคนโทรตาม เหตุผลคงไม่มีอะไรมากกว่าความต้องการเสียงหัวเราะหลังจากที่เราต่างก็ไม่ได้พบหน้ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งคิดถึงกันมากเท่าไร เราจึงหาเรื่องแกล้งกันจนมีเรื่องให้หัวเราะมากขึ้น ไวน์ 1 ขวดที่นอนแน่นิ่งอยู่ในกระเป๋า จึงถูกเปิดออกฉลองการรวมตัวกันในครั้งนี้ เล่นเอาลูกค้าที่เปิดประตูเข้ามาในร้านถึงกับตกใจ เพราะตามประวัติของร้านหนังสือเดินทางนั้น ห้ามดื่มเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดในร้าน แต่กรณีนี้เพื่อน้องๆ และเสียงหัวเราะกฎที่ว่าจึงเหมือนถูกลืมเลือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไวน์พร่องลงไปเหลือครึ่งขวด ในขณะที่จำนวนความถี่ของเสียงหัวเราะเริ่มสวนทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนักเพื่อนก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมหญิงสาวคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากทักทายกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเสียนานแบบพอประมาณ แม้ทรงผมและสีผมของเพื่อนจะเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่ผมก็รู้สึกได้ว่า ภายในความรู้สึกของเราสองคนกับไม่เปลี่ยนไปและยังคงเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มึงเป็นไงบ้างวะ...เออนี้ แฟนกู รู้จักกันไว้”&lt;br /&gt;“สวัสดีค่ะ ได้ข่าวว่าเป็นนักเขียนเหรอค่ะ” เธอยิ้มและเริ่มทักทายผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาบานสิ ให้ตาย เวลาถูกถามแบบนี้ขึ้นมาทีไร ผมมักจะไม่สะดวกใจที่จะตอบว่าตัวผมเป็นนักเขียนทุกที&lt;br /&gt;เปล่า...ผมไม่ได้อายที่จะบอกใครต่อใครว่าผมดำรงชีพด้วยอาชีพนี้ แต่ที่ผมไม่มั่นใจจะบอกใครต่อใครว่าผมเป็นนักเขียน เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ถึงระดับนักเขียนที่เป็นนักเขียนจริงๆ ที่แตกต่างจากนักอยากเขียนที่เพ้อเจ้อไปวันๆ ว่า ความฝันของกูคือการเป็นนักเขียน แต่วันๆ ไม่เคยทำอะไรเลย นอกจากปรุงแต่งความเพ้อเจ้อของตัวเองบนโลกของความเป็นจริง หรือไม่ก็ถือหนังสือเล่มหนึ่งเดินไปเดินมาเป็นเดือนๆ จนหนังสือขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะปลีกตัวออกมานั่งคุยกับเพื่อนก่อน แต่ระหว่างที่นั่งคุยกันเมื่อเพื่อนแสดงความห่วงใยด้วยการถามว่า แล้วเมื่อไรผมถึงจะเลิกไปไหนมาไหนตัวคนเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนยังไงให้ดูดี ผมจึงเผ่นออกมาจากโต๊ะเพื่อนเพื่อจัดการไวน์อีกครึ่งขวดที่เหลืออยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไวน์ในขวดหมดแล้ว แต่คำถามของเพื่อนยังก้องดังอยู่ในหัว ผมนึกถึงคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นบรรณาธิการหนังสือหนังเล่มหนึ่งที่เคยบอกผมว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เมื่อเจอคนที่ใช่ หัวใจจะบอกเอง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เก็บคำของรุ่นพี่มาคิดก็ได้แต่เกิดความสงสัย ถ้าเจอคนที่ใช่ แล้วถ้าเกิดว่าเขาต้องเดินจากเราไปอีกผมจะต้องทำอย่างไร&lt;br /&gt;ผมไม่เคยถามคำถามนี้กับรุ่นพี่ เลยได้แต่ปล่อยไว้ให้กลายเป็นคำตอบของอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลมหนาวยามค่ำคืนมาเยือนอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเดินออกมาจากร้านหนังสือเดินทาง โดยมีปลายทางเป็นถนนข้าวสาร&lt;br /&gt;ระหว่างทางที่เดินไป เพื่อนเดินกุมมือแฟนอยู่ข้างหน้า ส่วนสองมือของผมนั้นไม่ได้กุมมือใคร นอกจากกอดหนังสือไว้ในอ้อมกอด&lt;br /&gt;แล้วได้แต่แหงนหน้ามองดูแสงไฟ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ในยามค่ำคืน...&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-955887928818769702?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/955887928818769702/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=955887928818769702&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/955887928818769702'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/955887928818769702'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/12/blog-post_18.html' title='ในค่ำคืนของแสงไฟ บนท้องถนน'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R2dpgTu6rXI/AAAAAAAAAHY/FqXu58Cx1XY/s72-c/bangkok00.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-8690196473617657212</id><published>2007-12-06T09:36:00.000+07:00</published><updated>2007-12-06T09:38:24.278+07:00</updated><title type='text'>คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.shutterphoto.com/review/nikon/d2x/d2x_colorchecker.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.shutterphoto.com/review/nikon/d2x/d2x_colorchecker.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น-วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัยยังเด็ก หนึ่งในกิจกรรมที่ผมชอบมาก คือการระบายสีในชั่วโมงวาดเขียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชอบมากถึงขนาดที่ว่า หลังจากชั่วโมงวาดเขียนจบไป กลับถึงบ้านเมื่อไรกำแพงบ้านมักจะต้องเต็มไปด้วยรูปวาดฝีมือผมที่ระบายสีลงไปแบบเกินขอบเขตอยู่เสมอ และเมื่อผู้ใหญ่หลายคนในตอนนั้นเห็นเข้า ก็พากันทำนายอนาคตของผมว่า โตขึ้นผมต้องเป็นพวกศิลปินวาดรูปแน่ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่านาน จากเด็กน้อยเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ผมกลับมีโอกาสระบายสีน้อยลง และพอเอาเข้าจริงแล้ว ผมก็ไม่ได้เป็นศิลปินวาดรูปอย่างที่ผู้ใหญ่หลายคนเคยทำนายไว้เพียงเพราะว่า เมื่อไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองถนัด ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำมันไปเพื่ออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดระยะระหว่างทางของชีวิตที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้ระบายสีทุกวันเหมือนวันเก่าๆ แต่ ‘สี’ ก็ไม่เคยตกหล่นหายไปจากชีวิตของผม เมื่อมีเวลาว่างหรือรู้สึกว่าใจว้าวุ่นขึ้นมาเมื่อไร ผมจะซื้อสี พู่กัน และกระดาษ มานั่งวาดรูประบายสีเพียงลำพังเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่ารูปที่วาดก็ไม่ได้ตั้งใจคิดตั้งแต่แรกไว้ว่าจะเป็นรูปอะไร อยากลากเส้นตรงไหน ลงสีอะไร เรื่องราวเหล่านี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่พู่กันจุ่มสีได้ไม่นานนัก&lt;br /&gt;หลังจากวาดรูปเสร็จ ผมชอบนั่งมองรูปที่วาดนิ่งๆ เพียงลำพัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้รูปที่วาดจะแตกต่างไปจากในวัยเด็กมาก แต่สิ่งเดียวที่ยังเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน คือการระบายสีลงไปแบบเกินขอบเขต จนเหลื่อมล้ำไปผสมกับอีกสีหนึ่งแล้วกลายเป็นสีอื่น ไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์กับใครบางคน ที่อาจทำให้เราต้องรู้สึกเกินเลยไปกว่าที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยรู้ถึงความหมายที่แท้จริงเลยว่า ‘สี’ นั้นหมายถึงอะไร ได้แต่คิดเองเออเองว่า สีคือคำเรียกแทนบางสิ่งบางอย่าง ที่เราต่างตั้งมันขึ้นมาเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากล้างพู่กันเพื่อเอาสีที่ติดอยู่ออก ผมเดินกลับขึ้นไปบนห้องนอน แล้วนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมค่อยๆ หยิบหนังสือคลังคำเล่มเขื่องที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นมา เปิดไปหน้าดัชนีเพื่อพลิกหาความหมายของคำว่า ‘สี’ ที่มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบที่หลากหลาย แต่ความหมายที่ดูจะสะกิดใจผมมากเป็นพิเศษ กลับเป็นความหมายที่ว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘สี’ คือ ‘คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองนึกตามถึงความหมายก็ท่าจะจริง เพราะชีวิตนี้ถ้าเกิดไม่มีสี ก็คงทำให้มองเห็นอะไรได้ยากขึ้น โดยเฉพาะกับในแง่ของความเป็นจริงนั้น สีสามารถเป็นตัวแทนของความรู้สึกอะไรได้หลายอย่าง ที่มีทั้งจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนในโลกของความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้อย่างความรักนั้น กลับมีเพียงสีไม่กี่สีที่ถูกเปรียบเทียบไว้ ในแง่ของการแทนค่าทางความรู้สึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนเชื่อว่าโลกของคนที่มีความรักย่อมเป็นสีชมพู ต่างกันกับคนที่อกหักความรักมักเป็นสีเทา ส่วนคนที่ฝังใจกับด้านลบของความรักก็มักจะมีสีดำเป็นตัวแทนของความรักเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนดสีให้เรื่องราวเหล่านี้ ไม่เข้าใจว่าทำไมสีชมพูถึงเป็นตัวแทนของความรักที่แสนหวาน ทำไมสีเทาต้องเป็นตัวแทนของคนที่อกหัก ดูเหงาๆ เศร้าๆ ทึมๆ หรือทำไมสีดำต้องเป็นตัวแทนของความมืดมนที่หมดหวังซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง และพร้อมจะทำร้ายใครสักคนที่เข้ามาในชีวิตเสมอเพื่อประชดความรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ใครคนใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาไม่ได้มีส่วนข้องเกี่ยวใดๆ เลยทั้งสิ้น และถ้าจะให้พูดถึงเหตุผลแบบมักง่าย ก็คงเป็นเพราะแค่เหงาอยู่คนเดียวไม่ได้ จนวันหนึ่งที่หายเหงาก็แค่บอกเลิกกันไป และทำเหมือนกับว่า ชีวิตนี้ไม่เคยได้ทำร้ายความรู้สึกของใครเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายครั้งผมเคยเปิดประตูความรู้สึก แล้วปล่อยให้ความรักเข้ามาเดินเล่นในจังหวะชีวิต แต่ทุกครั้งที่ต้องเดินแยกกันไปคนละทางกับความรัก ผมกลับรู้สึกว่า ผมไม่เคยรู้เลยว่า ความรักของผมนั้นเป็นสีอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจ แต่การแทนค่าความรักของตัวเองที่เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยสีใดสีหนึ่ง นั้นดูเป็นการแทนค่าที่จะทำร้ายความรู้สึกกันไปเสียหน่อย&lt;br /&gt;โดยเฉพาะกับการแทนค่าสีของความรักที่จูงมือรอยยิ้มไปจากเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งผมเคยเดินจูงมือคนตาบอดเพื่อไปรอขึ้นรถเมล์ แน่นอนว่าถ้าไม่ได้ผมเป็นผู้นำทาง มันก็อาจเกิดความลำบากกับเขาสักหน่อย แม้ว่าเขาจะเคยชินกับโลกที่มืดสนิทมานานสักเพียงใดก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะดูเป็นเรื่องจริงที่ว่า มันเศร้าอยู่ไม่น้อยที่โลกของเขานั้นมืดสนิท แต่ในทางกลับกันบนโลกใบนี้ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ยากเกินกว่าจะบรรยาย ความมืดก็อาจสอนให้เขาได้รู้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งภาพจากดวงตา ก็ไม่ได้บอกอะไรมากมายนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าถ้าเกิดคนตาบอดคนนั้นตาเป็นปกติ และมีโอกาสได้หลงใหลใน ‘คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น’ ในแง่ของความรัก ที่ใครหลายคนต่างลุ่มหลงแล้วจะเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะในขณะที่โลกของคนตาบอดนั้นมองไม่เห็นสีอื่นใดนอกจากสีของความมืดมน ‘คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น’ ในโลกของคนตาดีๆ อย่างเรา กลับถูกความลุ่มหลงในความรัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาปแช่งให้กลายเป็นคนตาบอดเสียยิ่งกว่า...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-8690196473617657212?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/8690196473617657212/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=8690196473617657212&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/8690196473617657212'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/8690196473617657212'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/12/blog-post.html' title='คุณสมบัติซึ่งทำให้ตาเห็น'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-6371616819219708258</id><published>2007-11-29T10:08:00.000+07:00</published><updated>2007-11-29T10:12:38.386+07:00</updated><title type='text'>ใบไม้ ความรัก และสายลม</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R04tstI-biI/AAAAAAAAAGs/Nf2hvDXTAW4/s1600-h/189940_3334447_200.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138094470931050018" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R04tstI-biI/AAAAAAAAAGs/Nf2hvDXTAW4/s320/189940_3334447_200.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ใบไม้ ความรัก และสายลม-วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในชั่วโมงของการทำงานที่เร่งรีบ ถ้อยคำของเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่พิมพ์ผ่านมาทางโปรแกรม MSN ทำให้สมองซีกที่กำลังคิดเรื่องงานของผม เป็นอัมพาตไปชั่วขณะหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                “ใครเป็นแฟนเรา ถือว่าโชคดีมากๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครเจอข้อความแบบนี้เข้าไป ก็คงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าความรู้สึกที่ว่า เพื่อนผู้หญิงของผมคนนี้คงเป็นเอามาก มากเสียจนใครหลายคนอาจคิดว่า เธอกำลังหลงตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไหนๆ ก็หลงคิดไปตามถ้อยคำที่เธอบอกแล้ว เลยถือโอกาสนี้พักสมอง พิมพ์ถามเธอกลับไปแบบจริงจังว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทำไมถึงบอกว่าโชคดี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะพิมพ์ตอบกลับมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็เพราะเราเป็นยอดหญิงเข้าใจโลกนะสิ” คำตอบที่ได้กลับมา ทำให้ผมรู้สึกตกใจมากกว่าถ้อยคำประโยคแรกที่เธอบอกเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่บูชาความรักคล้ายดั่งการบูชาพระเจ้า ยอดหญิงเข้าใจโลกที่เธอหมายถึง จึงเป็นเรื่องของยอดหญิงที่เข้าใจโลกของความรัก มากกว่าโลกของความเป็นจริงที่ต้องใช้ลมหายใจเป็นเชื้อเพลิง&lt;br /&gt;แต่ใครคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า ใครที่บอกว่าเข้าใจความรัก คนๆ นั้นคือคนที่ไม่เข้าใจความรักเอาเสียเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูอาจคล้าย ‘เซน’ และคงไม่ผิดหากจะมีใครคิดแบบนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว จุดหมายปลายทางกลับมุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกัน ทิศทางที่ว่านั่นคือความเข้าใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่เธอเคยพูดถึงแฟนเก่าให้ฟังว่า ตอนที่คบกันเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใส่หมวกที่ใช้ครอบหัวม้า ชีวิตในตอนนั้นมองเห็นแต่ด้านหน้า ไม่รู้จักคำว่า ซ้าย-ขวา จนวันหนึ่งที่เธอได้ถอดหมวกใบนั้นออกอย่างจริงจัง ด้านซ้ายด้านขวาที่เธอไม่เคยมองเห็นก็ดูจะชัดเจนขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรักอันแสนหวานมีด้านที่โหดร้ายเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากตัดใจจากคนรักคนเก่า ผมไม่รู้ว่าช่วงเวลานั้นเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งที่บางทีเธออาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยบทเรียนครั้งนั้น ก็ทำให้เธอได้เรียนรู้ที่จะเยียวยาแผลใจด้วยตัวเธอเอง และยิ้มได้ในเช้าวันใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สถานที่สวยงามมักไม่เคยขาดผู้มาเยี่ยมเยียน มันจึงไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเองหรือได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพัง ไม่ต่างอะไรกันนักกับหญิงสาวที่สวยงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเสียใจอยู่ไม่นาน...ความรักครั้งใหม่ของเธอก็ถือกำเนิด พร้อมๆ กับความเชื่อที่ว่า เขาคือฝาแฝดของเธอที่ผลัดพรากจากกันมานานแสนนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อต่างฝ่ายต่างชอบพอกัน ระยะเวลาความสัมพันธ์ที่เคยดูไกลเกินเอื้อม กลับย่อย่นตัวเองลงกลายเป็นดั่งเงาของกันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทำไมถึงคิดว่าเขาเป็นฝาแฝด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็เราชอบอะไรเหมือนกัน นิสัยคล้ายๆ กัน ใครจะเหมือนแกล่ะ ชอบยึดติดอยู่กับอดีต”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอมักจะว่าผมแบบนี้เสมอทุกครั้งที่เราคุยเรื่องความรัก และแน่นอนว่าผมมักจะตอบเธอว่า “เปล่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เปล่าอะไร ก็เห็นเอ่ะอะอะไรก็ชอบพูดถึงแต่เขาให้ฟัง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็เพื่อนกันนี่ ตัดยังไงก็ไม่ขาดหรอก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็ให้มันจริงเหอะที่ว่าเพื่อน แกน่าจะลองเปิดใจดูบ้าง หรือชอบที่จะอยู่กับอดีตไปตลอด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งรับรู้และเข้าใจในความห่วงใย แต่จะให้ออกตัวว่าไม่ได้ยึดติดกับอดีต เหตุผลนี้ก็คงทำหน้าที่ได้เต็มที่นั่นคือการกลายเป็นคำแก้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางเดียวที่พอจะให้คำถามนี้จางหายได้ จึงเป็นการปล่อยให้ความเงียบขี่ม้าขาวมาเป็นพระเอก และดูท่าว่ามันจะได้ผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “คิดถึงเขาจังเลย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนเธอหมายความถึงคนรักของเธอที่ออกไปทำงานที่ต่างจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คิดถึงก็โทรไปหาเขาสิ” ผมบอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“โทรไปแล้ว แต่ก็ยังคิดถึงอยู่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“งั้นก็โทรไปบอกอีกสิ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่เอา...ตอนนี้เขาคงทำงานอยู่” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบไม้บนต้นไม้ข้างหน้าต่างสั่นไหวไปตามแรงลม บางใบหลุดร่วงหล่นลงมาจากลำต้น เพราะแรงลมหนาวที่พัดโชยมาตามช่วงฤดูกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หน้าหนาวแล้วนะแก ไม่เหงาหรือไง เออ...ถ้าฝากสายลมไปบอก แกว่าความคิดถึงจะเดินทางไปถึงเขามั้ย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฝากสายลมเหรอ...ประสาทหรือเปล่า คุยกับสายลม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอหัวเราะในคำถามของผม ในบางความหมายความรักจึงไม่ต่างอะไรจากเรือนเพาะชำ ที่เป็นบ่ออนุบาลของความรู้สึก โดยมีความคิดถึงเป็นอาหารหล่อเลี้ยงยามต้องไกลกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่ได้ประสาท ก็เขาบอกว่าเวลาใบไม้สั่นไหว นั่นแสดงว่าใบไม้กำลังคุยกับสายลมอยู่นะสิ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เขานะใคร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็ฝาแฝดฉันที่หายไปไง แล้วแกคิดว่าไงล่ะ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อาจจะไปถึงช้าหน่อยมั้ง เพราะคนขับรถเขาคงขับรถเร็ว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อีกละ...แกก็เป็นแบบนี้ทุกที”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เป็นอะไร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็เป็นผู้ชายที่ไม่โรแมนติกเลยนะสิ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลมหนาวบางวูบพัดโชยผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องที่ผมนั่งทำงานอยู่ นั่นนะสิ ถ้าฝากความคิดถึงไปกับสายลม เขาคนนั้นจะรู้หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางที...สายลมอาจเป็นสื่อกลางของความคิดถึงได้เป็นอย่างดี หรือไม่แน่...ความคิดถึงมากมายที่สายลมบรรทุกไป ก็อาจตกหล่นหายลงระหว่างทางก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนั่งรถตู้กลับบ้านเพียงลำพัง เบาะที่นั่งด้านข้างผมปราศจากผู้โดยสาร เงาของเสาไฟฟ้าสองข้างทางยังคงทอดผ่านตัวผมต้นแล้วต้นเล่า ในช่วงเวลาที่คำถามของเพื่อนผู้หญิงของผมที่เป็นยอดหญิงเข้าใจโลก ยังคงแว่วดังอยู่ในความรู้สึก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ถ้าฝากสายลมไปบอก แกคิดว่าความคิดถึงจะเดินทางไปถึงเขามั้ย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นนะสิ ถ้าให้ตอบแบบจริงจังตามความรู้สึก ผมเองก็ไม่มั่นใจ และคงทำได้แต่มองดูใบไม้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ปลิวล่องลอยไปตามสายลม...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R04tQtI-bhI/AAAAAAAAAGk/2DhId0Y7OKM/s1600-h/189940_3334447_200.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-6371616819219708258?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/6371616819219708258/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=6371616819219708258&amp;isPopup=true' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6371616819219708258'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6371616819219708258'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/11/blog-post_29.html' title='ใบไม้ ความรัก และสายลม'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/R04tstI-biI/AAAAAAAAAGs/Nf2hvDXTAW4/s72-c/189940_3334447_200.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-9002224899521004621</id><published>2007-11-04T12:09:00.000+07:00</published><updated>2007-11-04T13:02:57.027+07:00</updated><title type='text'>ลมหนาว</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Ry1VId0QHLI/AAAAAAAAAFw/-FWUJO-Ip10/s1600-h/hot_coffee.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5128849154575965362" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Ry1VId0QHLI/AAAAAAAAAFw/-FWUJO-Ip10/s320/hot_coffee.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลมหนาว/วิภพ ล้อมเขต&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ไออุ่นของกาแฟในแก้วยังคงหอมกรุ่น ฤดูฝนเคลื่อนผ่านไป ฤดูหนาวเคลื่อนผ่านมา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เสียงโมบายข้างหน้าต่างส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง เมื่อต้องลมหนาวในยามค่ำคืน จนทำให้นึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ฤดูหนาวปีนี้ไม่เห็นจะหนาวอย่างที่รอคอยเลยสักนิดเดียว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ลองมานั่งคิดทบทวนถึงคำพูดของเพื่อน สำหรับคนที่ไม่ชอบฤดูหนาวอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับคนที่ชอบฤดูหนาวคงรู้สึกได้ว่า คำพูดของเพื่อนผมคนนี้ มีความหมายอะไรบางอย่างเก็บซ่อนไว้อยู่&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผมมีเพื่อนและคนรู้จักหลายคนที่เอ่ยปากว่าชอบฤดูหนาวเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนตัวผมเองก็ขอยอมรับแบบลูกผู้ชายว่าถึงแม้จะเป็นคนชอบฤดูฝน แต่เมื่อฤดูฝนจากไปจนถึงคราวที่ฤดูหนาวมาเยือน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมก็เคยแอบปันใจให้กับฤดูหนาวบ้างเหมือนกัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตของผมจะว่าไปแล้ว อาจจะไม่ค่อยมีอะไรที่ลึกซึ้งมากมายนักกับฤดูหนาว แต่ครั้งหนึ่งตอนที่ไปเดินป่าแถวสวนผึ้ง แล้วต้องเดินขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย หลังจากผูกเปลเข้ากับต้นไม้ทั้งสองฝั่งเพื่อใช้เป็นที่หลับนอน กองไฟกองเล็กๆ ก็ค่อยๆ ลุกโชนขึ้นมาส่องแสงสว่างต้อนรับยามค่ำคืน สวนทางกับไออุ่นของกาแฟในแก้วที่ถืออยู่ในมือ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;บนยอดเขา ลมหนาวยิ่งพัดแรง กองไฟยิ่งลุกโชน ไออุ่นของกาแฟในแก้วถูกพัดไปให้จางหาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับที่ลมหนาวได้พัดเอาเรื่องราวตลอดระยะเวลาของประสบการณ์ จังหวะชีวิตและเรื่องราวบางอย่าง ได้สอนให้ผมเข้าใจว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คุณค่าของลมหนาวจะเต้นตามจังหวะหัวใจของใครของมัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ค่ำคืนนั้นบนยอดเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลมหนาวโดยมีไออุ่นของกองไฟอยู่เคียงข้าง ผมกลับนึกถึงเรื่องราวและภาพบางอย่าง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เคยเดินกุมมือคนรักเดินตอนฤดูหนาว แม้จะชอบมองคู่รักหลายคู่เดินกุมมือกันตอนฤดูหนาวในยามค่ำคืน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เคยไปเลือกซื้อเสื้อหนาวกับคนรักที่มีลายและสีเดียวกัน เพื่อที่จะได้ใส่เหมือนกันแล้วก้าวเดินไปพร้อมกัน และพอถึงฤดูหนาวทีไร ผมก็มักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;การเดินเอามือกระชับกอดตัวเอง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ไออุ่นได้น่ารักดีไปอีกแบบ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ค่ำคืนนี้ที่ลมหนาวพัดโชยเข้ามาในห้อง แม้แรงลมจะไม่เท่าลมหนาวบนยอดเขา แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้กับไม่ต่างกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะความรู้สึกที่เรียกว่า คิดถึง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า อีกไม่นาน เดี๋ยวลมหนาวก็พัดโชยจากเราไปเหมือนคนที่เราคิดถึงที่ได้ลาจากเรา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่เราก็มักจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้ลมหนาว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หวนกลับคืน…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-9002224899521004621?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/9002224899521004621/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=9002224899521004621&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/9002224899521004621'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/9002224899521004621'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/11/blog-post.html' title='ลมหนาว'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Ry1VId0QHLI/AAAAAAAAAFw/-FWUJO-Ip10/s72-c/hot_coffee.gif' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-6597086617197764224</id><published>2007-10-11T11:06:00.000+07:00</published><updated>2007-10-11T12:07:28.883+07:00</updated><title type='text'>เราต่างมีเสียงเพลงเป็นของตัวเอง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Rw2haWf3P4I/AAAAAAAAAFo/KEuKD6da6sQ/s1600-h/G3469834-14.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5119925825478016898" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Rw2haWf3P4I/AAAAAAAAAFo/KEuKD6da6sQ/s320/G3469834-14.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ภาพถ่ายจากhttp://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G3469834/G3469834-14.jpg&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เราต่างมีเสียงเพลงเป็นของตัวเอง/วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระจันทร์เต็มดวงในยามค่ำคืนพยายามเผยตัวให้พ้นจากเมฆฝนหลงฤดู แต่เมฆฝนก็บดบังพระจันทร์จนคล้ายคืนเดือนมืด ไม่นานก็ได้ยินเสียงเม็ดฝนร่วงหล่นกระทบหลังคาเสียงดังเปาะแปะ สลับกับเสียงเพลง Voyou Voyou ของ Keiko Shibano ผมเอื้อมมือไปกดปุ่มเพิ่มเสียงแข่งกับเสียงเม็ดฝนที่เริ่มดังขึ้น แม้ว่าจะปิดไฟเพื่อเตรียมตัวเข้านอนแล้วก็ตาม&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้ว เดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นคนชอบฟังเพลงระดับงอมแงม แต่การชอบฟังเพลงของผมก็จะเป็นไปเพื่อความรื่นรมย์ส่วนตัวเสียมากกว่า การฟังเพื่อเพิ่มรสนิยมไว้พูดคุยกับกลุ่มคนอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง และพอตื่นเช้าขึ้นมากิจวัตรประจำวันอย่างแรกที่ผมต้องทำเป็นประจำ นั่นก็คือการลุกขึ้นเดินไปเปิดเพลงเป็นอย่างแรก&lt;br /&gt;พอกดปุ่ม play ระบบสุ่มเพลงที่ตั้งไว้ก็จะสุ่มเลือกเพลงแรกของแต่ละเช้า เป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิตไปอีกแบบ หลังจากที่ช่วงหนึ่งผมเคยเปิดแต่เพลงดอกไม้ ของ ศุ บุญเลี้ยง ฟังอยู่เป็นประจำทุกเช้า จนหูแว่วได้ยินเสียงเพลงดอกไม้อยู่บ่อยๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่เสียงเพลงเริ่มแว่วดังออกมาจากลำโพง ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน จวบจนขั้นตอนสุดท้ายคือการใส่ถุงเท้าเบ็ดเสร็จอยู่ที่ประมาณ 5-6 เพลง แต่ถ้าวันไหนที่เพลงสุดท้ายจากระบบสุ่มเพลงเลือกเพลงได้ถูกใจ หลังจากใส่ถุงเท้าเสร็จผมจะนั่งฟังเพลงนั้นจนจบแล้วค่อยใส่รองเท้า ก่อนจะปิดประตูบ้านเพื่อออกไปทำงานเสมอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่ขึ้นรถไปทำงานก็จะหยิบหูฟังมาครอบหู แล้วใช้เสียงเพลงเป็นตัวช่วยในการพาตัวเองจมลงไปในอีกโลกหนึ่ง ปล่อยให้ภาพรถติดกลายเป็นภาพชินตา และบ่อยครั้งเสียงเพลงก็มักจะทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวของความทรงจำสมัยที่หัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ลองนึกดูดีๆ นอกจากคอร์ด C ที่ผมจำได้ว่าเป็นคอร์ดแรกที่หัดเล่นแล้ว ผมก็จำไม่ได้ว่าเพลงอะไรเป็นเพลงแรกที่หัดเล่น และเมื่อค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านดนตรีแค่การตีคอร์ดเท่านั้น ผมก็หันไปหาพรสรรค์ด้านอื่นที่พอจะมีแทนโดยไม่ทิ้งเสียงเพลง นั่นก็คือการเขียนหนังสือพร้อมกับการเปิดเพลงฟังไปพร้อมกัน&lt;br /&gt;สำหรับคนที่ชีวิตเงยหน้าก้มหน้าก็เจอแต่งานแบบผม การได้ฟังเพลงดีๆ ที่ตัวเองชอบ พร้อมกาแฟอุ่นๆ ในแก้วที่มีขนาดพอดีกับรสชาติของกาแฟ ก็พอจะทดแทนการเดินกุมมือคนรักภายใต้ร่มคันเดียวกันยามฝนตกได้ดีระดับหนึ่ง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่าเพลงทุกเพลงมีความหมายและคุณค่าในตัวเอง หากว่าเพลงนั้นไม่ใช่เพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อหวังผลทางการตลาด เพลงบางเพลงคือสิ่งแทนค่าจากจิตใจที่กำลังจะสูญสลาย เช่น เพลง Tear in heaven ของ Eric Claptan ที่เขาแต่งให้ลูกชายที่จากไป เพลงบางเพลงแทนจุดมุ่งหมายของชีวิต เช่น เพลงนกเพลง ของวง อพาตท์เมนคุณป้า ที่เปรียบตัวเองเป็นดั่งนกที่ร้องส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้กับคำว่า ‘ชีวิต’ ในขณะที่เพลงบางเพลงของวงดูโอขวัญใจวัยรุ่นไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกว่าการดูดเม็ดเงินจากกระเป๋า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ช่วงหนึ่งที่เคยจมอยู่กับความเสียใจ ผมเคยเปิดเพลง Desperado ของ The Eagle ฟังบ่อยมาก จนเพื่อนในออฟฟิศล้อว่าเพลง Desperado นั้นคือเพลงชาติของผม แม้จะไม่รู้ถึงความหมายของเพลงแบบลึกซึ้งอะไรนัก แต่ความเป็นสากลของเสียงเพลงก็พาผมก้าวข้ามกำแพงภาษา พาผมไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลจากรอยยิ้มอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จริงอยู่ว่าชีวิตคนเราต้องเดินไปข้างหน้า และการทำตัวให้เป็นเข็มนาฬิกาที่โดยธรรมชาติแล้วจะต้องเดินไปข้างหน้าตลอดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็อย่าลืมว่าเข็มนาฬิกานั้นเดินเป็นวงกลม และมันก็จะหมุนวนมาซ้ำจุดเดิม ถึงแม้ว่ามันจะเดินไปข้างหน้าเสมอก็ตาม ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวบางเรื่องที่พยายามจะลืม เช่นเดียวกันกับเพลงบางเพลงที่มักจะสะกิดให้เราคิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาเสมอ เพลงที่เราเคยชอบและคิดว่าเป็นเพลงของกันและกัน จึงแปรเปลี่ยนเป็นเพลงที่เรียกน้ำตาในยามที่ความรักต้องลาจากกันไป&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ใครจะบอกว่าเพลงไม่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกใดๆ เจอประสบการณ์แบบนี้เข้าไปกับตัวเองโดยตรง อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่กันแน่ๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ The song reader ของ Lisa Tucker เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่สามารถทำนายอนาคตใครต่อใครได้จากเพลงที่คนๆ นั้นชอบฟัง&lt;br /&gt;ถึงจะรู้ว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา แต่ก็รู้สึกว่าถ้ามีอาชีพแบบนี้อยู่จริงๆ ก็เริ่มชักอยากจะรู้อนาคตของตัวเอง แม้ว่าเอาเข้าจริงในชีวิตของคนเราจะมีเพลงเข้ามาให้ฟังกันหลากหลายก็ตาม จนไม่ต่างอะไรกับความหลากหลายของอนาคต&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวของบทเพลงนั้นมีมากมาย จะว่าไปแล้วถ้าให้พูดกันจนหมดก็คงไม่ได้หลับได้นอน แต่ในทางกลับกันเพลงบางเพลงที่ได้ฟังก็อาจทำให้นอนหลับฝันดี&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็มีบางเช้าหรือบางค่ำคืนที่ผมไม่ฟังเพลงใดๆ เลย นอกเสียจากเสียงเพลงของความเงียบที่มีความรู้สึกของตัวเองเป็นท่วงทำนอง แล้วปล่อยให้ตัวกับหัวใจ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ต่างแยกย้ายกันไปพเนจร...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-6597086617197764224?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/6597086617197764224/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=6597086617197764224&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6597086617197764224'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6597086617197764224'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/10/blog-post_11.html' title='เราต่างมีเสียงเพลงเป็นของตัวเอง'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Rw2haWf3P4I/AAAAAAAAAFo/KEuKD6da6sQ/s72-c/G3469834-14.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-1487704896468915664</id><published>2007-10-02T09:24:00.000+07:00</published><updated>2007-10-02T09:28:10.143+07:00</updated><title type='text'>เราจากกันก็นาน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RwGsC2f3P3I/AAAAAAAAAFg/K_e1P1E_UBo/s1600-h/shs_moonWater_1-734454.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5116559816658468722" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RwGsC2f3P3I/AAAAAAAAAFg/K_e1P1E_UBo/s320/shs_moonWater_1-734454.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;2/10/07&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เราจากกันก็นาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เราจากกันก็นาน&lt;br /&gt;โดยมีกาลเวลา&lt;br /&gt;เป็นสักขี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข็มนาฬิกาเป็นผู้คล้อยตาม&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับ&lt;br /&gt;พระอาทิตย์และพระจันทร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สลับหมุนวน&lt;br /&gt;เปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับ&lt;br /&gt;ความทรงจำของฉัน&lt;br /&gt;ที่มีเธอตัดสลับปัจจุบัน&lt;br /&gt;และเว้นอนาคตไว้ด้วยความว่างเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอน&lt;br /&gt;ความคิดถึง&lt;br /&gt;ไม่ใช่เรื่องผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอน&lt;br /&gt;ความคิดถึง&lt;br /&gt;ห้ามกันไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนกับที่เธอห้าม&lt;br /&gt;ความสัมพันธ์&lt;br /&gt;จนคำว่า ‘รัก’&lt;br /&gt;เป็นคำว่า ‘รก’&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;และฉัน&lt;br /&gt;เป็นจำเลย…&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-1487704896468915664?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/1487704896468915664/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=1487704896468915664&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1487704896468915664'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1487704896468915664'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/10/blog-post.html' title='เราจากกันก็นาน'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RwGsC2f3P3I/AAAAAAAAAFg/K_e1P1E_UBo/s72-c/shs_moonWater_1-734454.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-8767589925327275462</id><published>2007-09-11T08:16:00.000+07:00</published><updated>2007-09-11T08:30:46.109+07:00</updated><title type='text'>กำลังใจ</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RuXsv39y3fI/AAAAAAAAAFY/ISA1HUnf2zs/s1600-h/DSC09239.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5108749659542838770" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RuXsv39y3fI/AAAAAAAAAFY/ISA1HUnf2zs/s320/DSC09239.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;กำลังใจ/วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สายลมเอื่อยเฉื่อยของเช้าวันเสาร์พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง 2 บานที่มีโมบายดักรอคอยอยู่ ผมนึกถึงถ้อยคำจากปากช่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เป็นไงบ้างละมึง เงียบหายไปนาน เรื่องสั้นที่ส่งมากูยังไม่ได้อ่านให้เลย รอหน่อยละกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วเขาประกาศผลหรือยัง อ้าว…ช่างแม่งมัน หน้าที่ของเราคือเขียน ไม่ได้คอยเอาใจกรรมการ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่เข้าใจ แม่งก็ต้องเข้าใจ ใครมันจะไปอยู่ได้ เงินแค่นั้น มึงต้องแดกข้าวนะ มึงไม่ได้อิ่มทิพย์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไปทำแค่ 2 เดือนก็พอ ทำให้รู้ ทำให้เข้าใจแล้วก็ไม่ต้องไปทำแล้ว เสียเวลาเขียนหนังสือ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อายุมึงยังน้อย มึงมีเวลามากกว่าคนอื่น ว่างๆ ก็ส่งเรื่องสั้นไปลงกับเขาบ้าง ให้พี่ๆ เขาหายคิดถึงบ้าง ดีกว่าอยู่เฉยๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทีนี้มึงก็เดินเป็นเส้นตรงได้แล้ว อย่าไปเสียเวลาเดินอ้อม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ยังไงถ้าว่างมึงก็เข้ามาบ้านบ้างละกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ้นเสียงคำพูดที่เป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตและกำลังใจ หลังจากวางสายผมล้มตัวลงนอนบนโซฟานั่งเล่นเพื่อคิดอะไรบางอย่าง ผมรู้สึกถึงความผ่อนคลายเหมือนคนที่พบทางออกจากเขาวงกต นึกถึงหลายค่ำคืนที่นั่งมองหน้าจอกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่างเปล่า แล้วหลับตาลงนอนโดยที่ไม่ได้เรียงร้อยถ้อยคำใดๆ ออกมาอย่างทุกครั้งที่เคยเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่าช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของนักเขียน คือช่วงเวลาที่อ่านหนังสือเล่มไหนก็อ่านไม่จบ และที่แย่ไปกว่านั้นคือการเขียนอะไรไม่ออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเขียนได้ก็ต้องคิดได้ เมื่อคิดได้ก็ต้องมีวิธีแก้ไขปัญหา นักเขียนหลายคนเมื่อประสบกับปัญหาแบบนี้จึงมีวิธีแก้ไขปัญหาต่างกันไปคนละแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนออกเดินทางเพราะเชื่อว่าการเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน หลายคนเลือกที่จะนั่งเผชิญหน้ากับอาการเขียนไม่ออกเพื่อเอาชนะ หลายคนเลือกที่จะหันไปทำอาชีพอื่นหรืออาชีพที่ใกล้เคียงเพื่อรอช่วงเวลากลับมาเขียนอะไรได้เหมือนเดิม และหลายคนเลือกที่จะตายจากไปจากถนนนักเขียนแบบเงียบๆ อย่างไม่หวนกลับคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาการเขียนอย่างหนึ่งของเออเนส เฮมิ่งเวย์ คือการหยุดเขียนเมื่อคิดได้ว่าจะเขียนอะไรต่อ และถ้ายังคิดอะไรไม่ออกเขาจะไม่หยุดเขียน เพื่อให้การเขียนนั้นลื่นไหลในการกลับมาเขียนอีกวันหนึ่ง และเฮมิ่งเวย์เชื่อว่า ช่วงเวลาที่นักเขียนจะเขียนหนังสือได้ดีที่สุด คือช่วงเวลาที่นักเขียนกำลังมีความรัก เพราะสำหรับเฮมิ่งเวย์ ความรักเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดของการเขียนหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าความรักจะมีผลต่อการเขียนหนังสือมากแบบที่เฮมิ่งเวย์เชื่อหรือเปล่า แต่ค่ำคืนหนึ่งบนรถแท็กซี่ระหว่างทางที่กลับบ้าน แสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่พาดผ่านลงมาบนหน้ากระจกรถทอดผ่านตัวผมต้นแล้วต้นเล่า ทำให้ผมนึกถึงกำลังใจที่รุ่นพี่นักเขียนสาวคนหนึ่งกำลังต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตอนนี้ถ้าเขียนอะไรอยู่ก็ส่งมาให้พี่อ่านบ้างนะ ตั้งแต่พี่เขาตายไป พี่ก็เขียนอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าพี่ไม่พยายาม พี่พยายามแล้วแต่พี่เขียนอะไรไม่ได้เลยจริงๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าการจากไปแบบไม่หวนคืนของรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มคนนั้น คือการสูญเสียครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย ในฐานะนักเขียนแน่นอนว่ารุ่นพี่นักเขียนสาวคงเสียใจไม่แพ้คนอื่นๆ แต่ในฐานะคนรักของกันและกันที่คอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจกันมาตลอด การจากไปแบบไม่หวนคืนของรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มคนนั้น จึงย่อมมีความหมายมากกว่าคำว่าเสียใจจนหาถ้อยคำใดๆ มาทดแทนไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากกลับถึงบ้าน ค่ำคืนนั้นผมนั่งลงตรงโต๊ะเขียนหนังสือ มองดูภาพถ่ายที่แปะไว้ตรงโต๊ะหนังสือของคนในอดีตบางคน ที่ส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาครึ่งโลกพร้อมถ้อยคำกำลังใจประโยคหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘Just doing make every hour happy hour you’re smart.’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนั่งมองภาพถ่ายใบนั้นอยู่นานเท่านาน แม้วันเวลาจะทำให้ภาพถ่ายซีดจางเหมือนเจ้าของภาพถ่ายที่ห่างหายกันไปจนกลายเป็นสายลมที่เคยพัดผ่าน แต่ถ้อยคำกำลังใจประโยคนั้นยังคงคมชัดอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่ำคืนนั้นผมตัดสินใจรวบรวมงานเขียนของตัวเองที่มีทั้งหมดส่งไปให้รุ่นพี่นักเขียนสาวอ่าน แม้ว่างานเขียนของผมจะช่วยรุ่นพี่นักเขียนสาวไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยในยามที่ท้อแท้ การให้กำลังใจกันและกันผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่หาซื้อขายกันไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงอยู่ว่าไม่มีกำลังใจใดสำคัญเท่ากำลังใจจากตัวเอง แต่มนุษย์ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้เพียงลำพัง นอกจากกำลังใจจากตัวเองแล้ว กำลังใจจากคนอื่นจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะกำลังใจจากคนที่รักเราหรือคนที่เรารัก...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น 3 เดือนต่อมา...ผมได้ยินเสียงดีใจของรุ่นพี่นักเขียนสาวที่ดังผ่านมาทางโทรศัพท์ เกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่กำลังจะออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงโมบายที่ดักรอสายลมเอื่อยเฉื่อยของเช้าวันเสาร์ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ ผมลุกขึ้นจากโซฟานั่งเล่นเดินไปที่ชั้นหนังสือในห้องนอน หยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ได้มาจากเจ้าของถ้อยคำจากปากช่องผู้เป็นดั่งครูทางจิตวิญาณ หลังจากที่ผมได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรบางอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กูมีหนังสือเล่มนี้อยู่ 2 เล่ม เก็บไว้อ่านตอนเขียนอะไรไม่ออก กูให้มึงเล่มหนึ่ง กูเป็นกำลังใจให้บนถนนสายนี้ยังมีที่ว่างเสมอ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ วางหนังสือเล่มนั้นลงข้างกาย มองดูถ้อยคำกำลังใจจากภาพถ่ายที่ซีดจาง แล้วค่อยๆ เรียงร้อยถ้อยคำลงบนแป้นคีย์บอร์ด ปรากฏออกมาเป็นทิวแถวถ้อยคำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;บนหน้าจอกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่างเปล่า…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-8767589925327275462?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/8767589925327275462/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=8767589925327275462&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/8767589925327275462'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/8767589925327275462'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/09/blog-post.html' title='กำลังใจ'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RuXsv39y3fI/AAAAAAAAAFY/ISA1HUnf2zs/s72-c/DSC09239.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-6297352859873843025</id><published>2007-08-21T09:21:00.000+07:00</published><updated>2007-08-21T09:35:28.218+07:00</updated><title type='text'>นินทาแม่</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RspMcW1aehI/AAAAAAAAAEg/dX2seFz_AcY/s1600-h/Mom+and+me.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5100973578000169490" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RspMcW1aehI/AAAAAAAAAEg/dX2seFz_AcY/s320/Mom+and+me.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นินทาแม่/วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                อาจเป็นเพราะเป็นเด็กบ้านนอกตั้งแต่กำเนิด และต้องฝากปากท้องไว้กับชีวิตที่กรุงเทพฯ ทุกครั้งที่มีวันหยุดยาวหรือเทศกาล ผมกับพี่สาวจะซื้อตั๋วรถทัวร์เพื่อกลับบ้านที่ชุมพรมากกว่าไปเที่ยวทุกครั้ง จองทันบ้างไม่ทันบ้างก็ว่ากันไป แต่ทุกครั้งเราสองคนก็มักจะได้กลับบ้านเสมอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ถึงบางครั้งต้องยืนเบียดกันไปหรือนั่งเก้าอี้พลาสติกจนถึงชุมพรก็ตาม แต่พอถึงบ้านได้เห็นหน้าแม่ ความอ่อนล้าจากการเดินทางก็เหมือนจะระเหยไปกับสายลม&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;                ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวของผมมีกันเพียง 3 คน คือ แม่ พี่สาวและตัวผม ส่วนพ่อนั้นอย่าถามผมเลยว่าอยู่ไหน ผมเพียงได้แต่คิดให้ตัวเองดูเป็นลูกที่กตัญญูได้เพียงว่า พ่อคงมีเหตุผลของพ่อ ที่ทิ้งพวกเราไปแบบไม่สนใจจะเหลียวแล แล้วปล่อยให้แม่ต้องทำหน้าที่แทนพ่อ โดยที่พ่อไปทำหน้าที่พ่อที่ดีให้กับคนอื่น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ถึงครอบครัวของเราจะขาดพ่อที่ต้องทำหน้าที่ผู้นำ แต่แม่ก็ไม่เคยอายที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทนพ่อ และทอดทิ้งผมกับพี่สาว ปล่อยให้เราสองคนอดๆ อยากๆ เลยสักครั้งเดียว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แม่เป็นต้นแบบของการเสียสละ เวลานั่งกินข้าวด้วยกัน 3 คนแม่ลูก แม่มักจะตักน้ำแกงมากกว่าเนื้อ และกินข้าวน้อยกว่าผมกับพี่สาว ทั้งๆ ที่แม่เองก็ทำงานหนักมาทั้งวัน เรื่องเรียนก็เหมือนกัน แม่ไม่เคยบังคับว่าจะต้องเรียนอะไร ไม่เคยมานั่งสอนการบ้านจ้ำจี้จ้ำไช ว่าทำไมโจทย์แค่นี้ ลูกถึงคิดไม่ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลไม่ใช่เพราะแม่เรียนจบแค่ ป.4 แต่เป็นเพราะแม่คิดว่า เรื่องราวนอกห้องเรียนนั้นสำคัญกว่าเรื่องราวของโจทย์บนหน้ากระดาษ ตอนที่เอ็นทรานซ์วินาทีที่ผมบอกแม่ว่า ผมตัดสินใจเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ เพียงเพราะผมอยากรู้ว่าเขาเข้าสันหนังสือกันอย่างไร แม่ก็บอกผมกลับมาว่า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แล้วอย่าลืมเอาหนังสือที่ลูกทำ หรือไม่ก็งานเขียนของลูกมาให้แม่อ่านบ้างละ...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าจะถามว่าถ้าต้องให้แม่สอนขึ้นมาแล้วแม่จะสอนอะไร ผมคิดว่าการอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ผมกับพี่สาวยังอยู่ในท้องแม่จนถึงช่วงเวลาปัจจุบัน และนิสัยชอบฟังเพลงของแม่  2 สิ่งนี้คือคำสอนที่เป็นมรดกที่แม่มอบให้ผมกับพี่สาว ที่เราสองคนดูจะรักและหวงมากเป็นพิเศษ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ปี 2545 ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลของหน้าที่ทางการศึกษา ตามรอยเท้าของพี่สาวที่เข้ามาแสวงหาอนาคตอยู่ก่อนแล้ว จากที่เคยอยู่พร้อมหน้ากัน 3 คนแม่ลูก หลังจากพี่สาวต้องออกจากบ้านเพื่อเติบโต และตามด้วยผมที่ต้องเติบโตด้วยเช่นกัน ทุกเช้าในแต่ละวันของแม่จึงเปลี่ยนไปจากวันเก่าๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้ว่าเวลาลืมตาตื่นขึ้นมา แม่ไม่รู้จะนั่งกินข้าวกับใคร ยังดีที่มี ‘ถุงเงิน’ อยู่เป็นเพื่อนแม่ ช่วยคลายความเหงาของแม่ได้บ้าง แต่พอวันหนึ่งที่ถุงเงินต้องจากไป เสียงที่สั่นเครือของแม่ที่ส่งผ่านมาทางคลื่นไร้สาย กลับทำให้ผมรับรู้ถึงความเหงาของแม่ที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในเช้าวันใหม่ที่แม่ลืมตาตื่น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;น้ำตาของผมไหลเมื่อรับรู้ว่าแม่กำลังร้องไห้ แต่แม่ก็ชิงตัดสายโทรศัพท์ เพียงเพราะไม่อยากให้ผมได้ยินเสียงร้องไห้ และคงลืมไปว่าที่จริงแล้ว ตัวเองก็คือผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ร้องไห้ และในฐานะที่แม่ต้องทำหน้าที่พ่อไปด้วย แม่จึงกลายเป็นคนที่ชอบรักษาฟอร์มของตัวเองอยู่เสมอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งเรื่องอะไรที่ดูจะเสียหน้าให้ลูก แม่ยิ่งรักษาฟอร์มมากเป็นพิเศษ วันเกิดของแม่ปีที่แล้ว ผมเคยลองใจแม่ด้วยการไม่โทรหาแม่เลยเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน แล้วนั่งรถกลับบ้านที่ชุมพรเพื่อถือเค้กวันเกิดไปให้แม่&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;วินาทีที่แม่เห็นผมเดินถือเค้กวันเกิดเข้ามาหา แม่โวยวายตามประสาคนฟอร์มเยอะ ถามผมว่าจะนั่งรถมาทำไมให้เปลืองค่ารถเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้ว แต่ตอนที่แม่พูดแม่ได้มองหน้าผม พูดจบแม่ก็เดินหายเข้าไปในครัว แอบยืนเช็ดน้ำตาไม่ให้ผมเห็น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;                วันเกิดของแม่ปีนี้เวียนมาอีกครั้งเป็นรอบที่ 62 แต่รอยยิ้มของแม่ยังเหมือนเดิมทุกครั้งที่เห็นหน้าผมกับพี่สาว การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับลูกๆ และได้ลุกขึ้นมาเพื่อทำกับข้าวให้ผมกับพี่สาวกินตั้งแต่เช้า จึงนับเป็นของขวัญที่แม่ต้องการและมีความหมายกับแม่มากเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าผมกับพี่สาวก็กินกับข้าวฝีมือแม่เหมือนตายอดตายอยากมาเป็นปีๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งในพรสวรรค์ของแม่ที่นอกจากจะเป็นคนอารมณ์ดีขี้อำแล้ว คือการเป็นคนมือเขียว ที่ปลูกต้นอะไรก็ขึ้น ออกดอกงอกงาม จนกลายเป็นความภาคภูมิใจของแม่อยู่เสมอ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ถ้าสวนหย่อมที่แม่จัดจะกลายสภาพเป็นป่ามากกว่าสวนหย่อมเพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แม่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ระดับถ้าติดยาคงต้องส่งไปเลิกที่ถ้ำกระบอก ตอนที่ต้นโป๊ยเซียนกำลังเป็นที่นิยม แม่เองก็ไม่พลาดที่จะมีต้นโป๊ยเซียนเป็นร้อยๆ ต้น กระจุกอัดกันอยู่ในพื้นที่สวนหย่อมเล็กๆ ของแม่ จนเซียนโป๊ยเซียนแถวบ้านทั้งหลาย ยังต้องมาขอดูต้นโป๊ยเซียนของแม่อยู่บ่อยๆ แต่ผมกับพี่สาวกลับไม่ได้กลายเป็นคนมือเขียวเหมือนกับแม่ จะปลูกอะไรทีก็ตายมากกว่ารอดเกือบทุกครั้ง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่แม่ขึ้นมาหาผมกับพี่สาวที่กรุงเทพฯ แม่ทนไม่ได้ที่บ้านเช่าไม้สีเขียวที่สะพานใหม่ของผมกับพี่สาวไม่มีต้นไม้วางอยู่เลยสักต้นเดียว แม่จึงไปซื้อต้นไม้ชื่อเดียวกับตัวแม่มาไว้ให้ผมกับพี่สาว 1 ต้น จัดการย้ายต้นไม้จากกระถางเล็กไปกระถางใหญ่ แล้ววางไว้ตรงหน้าบ้านให้ผมกับพี่สาวได้คอยรดน้ำ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นคนมือเขียวของแม่ ทำให้ผมกับพี่สาวมั่นใจว่า เปอร์เซ็นรอดของต้นไม้ต้นนี้ต้องมีมากกว่าเปอร์เซ็นไม่รอดแน่นอน และทุกครั้งที่รดน้ำไม่ผมหรือพี่สาวก็จะโทรศัพท์ไปหาแม่ทุกครั้ง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พี่สาวของผมบอกว่านี่อาจเป็นกลยุทธ์รักษาฟอร์มของแม่ ที่ช่วยสะกิดให้เราคิดถึงแม่อยู่บ่อยๆ มากกว่าการให้แม่โทรศัพท์มาหาก็เป็นไปได้ แต่ผมกลับกลัวว่าหากรู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมามากๆ ในช่วงเวลาที่ชีวิตเหนื่อยล้าจากการฝากปากท้องและอนาคตไว้กับกรุงเทพฯ น้ำตาของลูกแม่อาจจะไหลเอาง่ายๆ และอาจทำให้แม่รู้สึกเป็นห่วงจนนอนไม่หลับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งพี่สาวนักเขียนที่เป็นพี่เลี้ยงชีวิตของผมตลอดชีวิตเคยบอกกับแม่ว่า ผมชอบเขียนอะไรถึงแม่อยู่บ่อยๆ แต่แม่เองคงไม่เคยได้อ่าน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ถูกต้องอย่างที่พี่สาวนักเขียนที่เป็นพี่เลี้ยงชีวิตผมพูดทุกประการ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม ผมบอกให้ก็ได้ว่า เพราะในฐานะที่เป็นลูกของแม่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ผมเองก็ต้องรักษาฟอร์มไว้เช่นเดียวกัน…&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;               &lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-6297352859873843025?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/6297352859873843025/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=6297352859873843025&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6297352859873843025'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6297352859873843025'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/08/blog-post_21.html' title='นินทาแม่'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RspMcW1aehI/AAAAAAAAAEg/dX2seFz_AcY/s72-c/Mom+and+me.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-3215872860770439239</id><published>2007-08-16T07:55:00.000+07:00</published><updated>2007-08-16T11:31:08.032+07:00</updated><title type='text'>ทฤษฏีของความรัก</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RsOgqG1aegI/AAAAAAAAADc/tgUJQOUXht0/s1600-h/fai%26nong.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5099095848363129346" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RsOgqG1aegI/AAAAAAAAADc/tgUJQOUXht0/s320/fai%26nong.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทฤษฏีของความรัก/วิภพ ล้อมเขต &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตีพิมพ์ครั้งแรก/หากรักมาต้องหาที่ให้รักนั่ง สำนักพิมพ์ไม้ยมก ปี 2547&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แด่…หญิงสาวแห่งโชคชะตา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ลมหนาวพัดมาครั้งที่เท่าไรผมจำไม่ได้ หน้าต่างสี่เหลี่ยมบานเล็กๆ ในห้อง ยังคงโอบกอดลมหนาวไว้อย่างสม่ำเสมอ ผมนึกถึงคำพูดของไอสไตน์ประโยคหนึ่งที่ผมได้อ่านเมื่อคืน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“แรงดึงดูดของโลกไม่ได้ทำให้คนเราตกหลุมรักกัน”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันใหม่ก้าวเท้าเข้ามาหาผมทุกวันอย่างที่เคยเป็น ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปปิดสวิตช์โคมไฟและเปิดแผ่น CD ที่เธอมอบให้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เช้าๆ อย่างนี้ดอกกุหลาบสีแดงในแจกันทรงขวดเหล้ามือสองยังคงผลิบานอย่างเต่งตึง เพียงพอที่จะทำให้ผมส่งยิ้มให้กับแสงแดดยามเช้าได้อย่างสนิทใจ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;โมบายที่แขวนไว้ข้างหน้าต่างส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเมื่อต้องลม ผมนึกถึงคำพูดของผมที่พูดคุยกับเธอผ่านทางโลกไร้สาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“นึกแล้วก็ตลกนะ ไม่น่าเชื่อว่าความผิดพลาดของผมจะทำให้เราสองคนได้เจอกัน”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“555 นั่นนะสิ มันเลยทำให้เราสองคนได้รู้จักกันเสียที”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ในโลกของความเป็นจริงนั้น หากไม่ใช่เพราะความผิดพลาด ก็คงเป็นเพราะโชคชะตาที่ทำให้เราสองคนได้รู้จักกัน ผมบังเอิญรู้จักเธอผ่านโปรแกรม MSN ด้วยการที่ผมพิมพ์ชื่อของเพื่อนเข้าไป แต่ผมดันพิมพ์ชื่อของเพื่อนตกไปหนึ่งคำ เลยกลายเป็นเธอเข้ามาอยู่ในลิสต์รายชื่อของเพื่อนผม&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ไอ้ต้น เงียบเลยนะมึง ไม่ยอมทักกู” ผมพิมพ์ทักทายเธอเพราะคิดว่าเป็นเพื่อนของผมที่ปกติมักจะเข้ามาทักผมเสมอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เอ่อ! ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าใครคะ” เธอพิมพ์ตอบกลับมา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“อะไรของมึง จำกูไม่ได้เหรอวะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“นี่ไม่ใช่ต้นนะคะ แล้วไม่ทราบว่าคุณคือใครคะ ทักคนผิดหรือเปล่า”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมหยุดคิดก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ ที่อยู่ๆ ไอ้ต้นจะพูดจาดีๆ กับผม ผมรีบกดโทรศัพท์หามันทันที&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เฮ้ย! มึงออนไลน์อยู่หรือเปล่าวะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ไม่ได้ออนวะ มีอะไร”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เหรอวะ ไม่มีอะไร แค่นี้นะมึง”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อความจริงปรากฏ ผมปล่อยไก่เข้าซะแล้ว ผมเลยพิมพ์ตอบเธอกลับไปเพื่อขอโทษเธอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ขอโทษนะครับ ผมทักคนผิด คิดว่าเป็นเพื่อนของผม”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ไม่เป็นไรคะ ว่าแต่คุณเอาเมล์ฉันมาจากไหนคะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ผมก็คงพิมพ์เมล์เพื่อนผิดเป็นเมล์คุณอีกนั่นแหละครับ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“555 จริงเหรอคะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ผมชื่อ…ครับ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ฉันชื่อ…คะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมและเธอจึงเริ่มคุยกันมากขึ้น ทั้งในโลกของMSN และโลกของการสื่อสารไร้สาย จนมาถึงวันหนึ่งที่ผมและเธอได้เจอหน้ากันเป็นครั้งแรก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“วันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้คุณว่างมั๊ย” เธอถามผมในเช้าวันหนึ่ง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ก็น่าจะว่างนะ ทำไมเหรอ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ฉันอยากชวนคุณมางานรับปริญญาของฉันที่มหา’ลัย คุณพอจะมีเวลาว่างมาได้มั๊ย”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เดี๋ยวนะผมขอดูตารางสอบก่อน o.k. วันนั้นผมว่างไม่มีสอบ ผมจะไปงานรับปริญญาคุณก็แล้วกัน”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“คุณมาได้จริงๆ นะ” เธอถามผมย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ละ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด บัณฑิตใหม่ได้รับของขวัญจากผมแน่” ผมบอกย้ำกับเธอเพื่อให้เธอสบายใจก่อนจะวางสาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;บนรถตู้สายกรุงเทพ-ชลบุรีกับเงิน 100 บาทที่เหลืออยู่ บนความยาวนานของเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย 2 ชั่วโมงเต็มๆ แล้วที่ผมยังคงนั่งอยู่บนเบาะรถตู้ตัวหลังสุด ผมไม่เคยไปมหา’ลัยที่เธอรับปริญญา และกว่าผมจะได้เจอเธอก็เหลือเวลาไม่ถึง 30 นาที ที่รถตู้คันสุดท้ายจะพาผมกลับถึงบ้านที่กรุงเทพ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ขอโทษนะครับ หอประชุมไปทางไหน” ทางนี้เหรอครับ ขอบคุณมากครับ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ทำให้ผมต้องถามเอาจากคนแปลกหน้ามากมายที่เดินผ่านไปมา ในชั่วโมงของความเร่งรีบ บนเงื่อนไขของเวลา เงิน 100 บาทในกระเป๋ากางเกง ที่บีบรัดผมมากขึ้นทุกวินาที แต่ไหนๆ ก็ตั้งใจมาแล้ว อย่างน้อยผมจะต้องพบเธอให้ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“คุณอยู่ตรงไหนแล้ว” เธอถามผมผ่านทางโลกของการสื่อสารไร้สาย ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอยากพบเธอมากขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ผมอยู่ตรงหน้ากองอำนวยการหลังรถพยาบาล คุรอยู่ตรงไหน”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนมากมายและบัณฑิตยังคงเดินผ่านไปมาวุ่นวายตามหาคนที่ตัวเองต้องการพบซึ่งกันและกัน ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ในขณะที่กำลังมองหา รถพยาบาลที่จอดอยู่ข้างๆ ผม ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เหลือเพียงภาพบัณฑิตสาวยืนคุยโทรศัพท์ สีหน้ากังวลคล้ายรอใครสักคน ปรากฏเข้ามาแทนที่&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทันที่ที่บัณฑิตสาวคนนั้นหันกลับมา ถ้อยคำทางโลกไร้สายกับริมฝีปากของเธอขยับเป็นท่วงทำนองเดียวกัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เจอแล้ว คุณอยู่ตรงนี้เองคุณนักเขียน”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ใช่! ผมและเธอต่างยืนหันหลังให้กันและกัน ต่างคนต่างเฝ้ามองไปข้างหน้า จนเมื่อหันหลังกลับมามองถึงได้รู้ว่า เราสองคนต่างยืนหันหลังให้กันคนละด้านของรถพยาบาลที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“สวัสดีครับ” ผมยิ้มและทักทายเธอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“สวัสดีคะ คุณมาถึงนานหรือยัง” เธอยิ้มและทักทายผมบ้างจนผมอายที่จะพูดกับเธอ ยิ่งเมื่อได้เห็นเธอใกล้ๆ ผมคิดว่าเธอสวยมาก มากพอที่จะทำให้ผมหลงรักฤดูหนาวปีนี้ได้มากกว่าเดิม และรอยยิ้มของเธอก็ทำให้ผมลืมเรื่องรถตู้คันสุดท้ายที่จะพาผมกลับบ้านที่กรุงเทพไปเสียสนิทใจ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ก็มาถึงได้สักพักแล้วละ พอดีผมเดินหลงๆ อยู่แถวนี้ นี่รูปผมวาดเอง กระดาษห่อรูปดูไม่เรียบร้อยหน่อยนะ ส่วนนี่หนังสือทำมือของผม ของขวัญที่ผมบอกว่าจะเอามาให้คุณ ยินดีด้วยนะครับ” ผมหยิบของขวัญและส่งยิ้มให้เธออีกครั้ง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ขอบคุณคะ ถ่ายรูปด้วยกันก่อนนะคะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เสียงชัตเตอร์ลั่นขึ้นมา 3 ครั้งเพื่อบันทึกภาพและช่วงเวลาของค่ำคืนที่ผมและเธอได้พบกันครั้งแรกลงบนม้วนฟิล์ม&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“คุณไม่รีบกลับใช่มั๊ยคะ ฉันอยากให้คุรอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนนะคะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับ พอดีผมมีงานที่ต้องทำค้างไว้ ผมคงต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้อยู่ทานข้าวกับครอบครัวของคุณ” ผมปฏิเสธเธอไป ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วผมอยากอยู่ทานข้าวกับครอบครัวของเธอมาก แต่เงิน 100 บาทที่อยู่ในกระเป๋าก็ทำให้ผมรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;น่าเสียดายจังที่คุณไม่ได้อยู่ทานข้าวด้วยกัน ไว้ฉันเข้าไปกรุงเทพเมื่อไรจะขอเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อนะคะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“555 คุณไม่ต้องลำบากหรอก แต่ตอนนี้ผมคงต้องกลับแล้ว รถตู้คันสุดท้ายคงรอผมอยู่”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผลกล่าวลาเธอ ก่อนที่จะยกมือไหว้พ่อกับแม่ของเธอ และยกมือไหว้เพื่อลาท่านทั้งสองอีกครั้ง แล้วผมก็วิ่งหายเข้าไปในฝูงชนที่แปลกหน้าบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“กรุงเทพครับกรุงเทพ เหลืออีกคนเดียวจะออกแล้วครับ” เสียงคนขับรถตะโกนเรียกผู้โดยสารในช่วงเวลาที่ผมวิ่งไปถึงแบบพอดิบพอดี&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมควักเงิน 100 บาทในกระเป๋าออกมาจ่ายเป็นค่าโดยสาร ลมหนาวพัดมาวูบเดียวแล้วจากไปโดยไม่รู้ตัว ในช่วงเวลาที่ผมค่อยๆ เอนกายลงพิงเบาะรถตู้พลางถอนหายใจ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เฮ้อ! ในที่สุดผมก็ได้เจอเธอซะที”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;รถตู้ชลบุรี-กรุงเทพคันสุดท้ายที่กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงเทพ ค่อยๆ เคลื่อนตัวพาผมไกลจากที่ๆ ผมและเธอได้พบหน้าและพูดคุยกันนอกโลกการสื่อสารไร้สายเป็นครั้งแรก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมเพียงแต่นั่งอมยิ้มให้กับลักยิ้มบุ๋มของเธอทั้งสองข้างเรื่องราวและเรื่องราวที่เพิ่งผ่านไป ในใจรู้สึกคล้ายๆ เหมือนผมเคยพบและรู้จักเธอมาก่อน แต่ผมจำไม่ได้ว่าเมื่อไรที่ไหนเท่านั้นเอง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คืนนั้นผมกลับถึงบ้าน 5 ทุ่มครึ่ง สรุปแล้วผมใช้เวลานั่งรถไป-กลับ 4 ชั่วโมง เพื่อเจอหน้าและพูดคุยกับเธอเพียง 5 นาที และมันก็เป็น 5 นาทีที่พอจะทำให้เธอก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมมากขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แผ่น CD ที่เธอส่งมาให้ผมเป็นของขวัญวันปีใหม่ยังคงหมุนวนรอบตัวเองเป็นท่วงทำนองที่ผมคุ้นเคย ผมหยิบรูปที่ถ่ายคู่กับเธอที่เธอส่งมาให้ผมพร้อมกับ CD ขึ้นมาดู อ่านกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เธอแนบมาเขียนถึงผมว่า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ส่งรูปมาให้แล้วนะ หน้าตาคุณนักเขียนแบบรีบร้อนมากๆ อ่ะนะ 555 แล้วก็ส่งรูปที่คนในรูปสวยๆ มาให้ดูเผื่อคิดถึง เอาเป็นว่า ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งละกันคะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ ความคิดถึงผลักดันให้ผมอยากได้ยินเสียงเธอในเช้าวันใหม่ที่ลืมตาตื่น หมายเลขของเธอถูกทบทวนคำสั่งลงเครื่องอีกครั้ง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“086-151-01xx”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ฮาโหล สวัสดี คุยได้มั๊ยครับ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ฮาโหล สวัสดี ได้คุยได้ ว่าไงคะ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“คุณขับรถอยู่หรือเปล่า” ผมถามเธออีกครั้งเพื่อความแน่ใจ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เปล่าคะ กำลังจะออนไลน์ คุณจะออนไลน์หรือเปล่า”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“o.k. งั้นแค่นี้นะ” ผมตัดบทพูดกับเธอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“อ้าว! คุณจะไปไหน” เธอถามผมเมื่อเห็นว่าผมจะวางสาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ไปเจอคุณใน MSN ไง”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;บนหน้าต่างสนทนานของ MSN เธอใช้ชื่อว่า ‘เชื่อไหมโชคชะตา’&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมพิมพ์ตอบเธอกลับไปว่า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เชื่อสิ”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ลมหนาวพัดมาครั้งที่เท่าไรผมจำไม่ได้ หน้าต่างสี่เหลี่ยมบานเล็กๆ ในห้อง ยังคงโอบกอดลมหนาวไว้อย่างสม่ำเสมอ ผมนึกถึงคำพูดของไอสไตน์ประโยคหนึ่งที่ผมได้อ่านเมื่อคืน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“แรงดึงดูดของโลกไม่ได้ทำให้คนเราตกหลุมรักกัน…”&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-3215872860770439239?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/3215872860770439239/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=3215872860770439239&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/3215872860770439239'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/3215872860770439239'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/08/blog-post_16.html' title='ทฤษฏีของความรัก'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RsOgqG1aegI/AAAAAAAAADc/tgUJQOUXht0/s72-c/fai%26nong.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-1938741332118263391</id><published>2007-08-07T08:52:00.000+07:00</published><updated>2007-08-07T09:14:43.130+07:00</updated><title type='text'>ที่นี่...ทะเลน้อย</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfSvT90JzI/AAAAAAAAAC0/vZnhExIt9dc/s1600-h/006.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRqj90JuI/AAAAAAAAACM/sha7HvvlYno/s1600-h/001.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095772032532227810" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRqj90JuI/AAAAAAAAACM/sha7HvvlYno/s320/001.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ทะเลน้อยยามเช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRqz90JvI/AAAAAAAAACU/ruw991MrKJ8/s1600-h/002.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095772036827195122" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRqz90JvI/AAAAAAAAACU/ruw991MrKJ8/s320/002.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ชีวิตของบางคนเริ่มตินที่นี่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRqz90JwI/AAAAAAAAACc/tpZThB1lOyE/s1600-h/003.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095772036827195138" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRqz90JwI/AAAAAAAAACc/tpZThB1lOyE/s320/003.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ลุงเจ้าของเรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRqz90JxI/AAAAAAAAACk/ebs_duTNdoI/s1600-h/004.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095772036827195154" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRqz90JxI/AAAAAAAAACk/ebs_duTNdoI/s320/004.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ก๊วนใหม่&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRrD90JyI/AAAAAAAAACs/syaulY2zCsI/s1600-h/005.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095772041122162466" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRrD90JyI/AAAAAAAAACs/syaulY2zCsI/s320/005.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ออกเดินทาง...&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRVj90JpI/AAAAAAAAABk/NaMo84-zBpI/s1600-h/006.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRVz90JqI/AAAAAAAAABs/KLuvdnX2JFA/s1600-h/006.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRWD90JrI/AAAAAAAAAB0/RYAcQoLrIAg/s1600-h/008.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRWD90JsI/AAAAAAAAAB8/lURNOyHLsqc/s1600-h/009.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRWD90JtI/AAAAAAAAACE/S8p8oNU8Jv8/s1600-h/010.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095773213648234306" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfSvT90J0I/AAAAAAAAAC8/K1Iog_KLUAA/s320/008.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRFj90JlI/AAAAAAAAABE/ZdGw0fLiFug/s1600-h/002.jpg"&gt;&lt;/a&gt;แมลงปอปีกสวย...&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRFj90JmI/AAAAAAAAABM/1fp3-bIDo-M/s1600-h/003.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRFz90JoI/AAAAAAAAABc/szoMGmcHDE4/s1600-h/005.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095773217943201618" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfSvj90J1I/AAAAAAAAADE/gdTePo3OI9k/s320/010.jpg" border="0" /&gt;ทำงาน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfQtD90JjI/AAAAAAAAAA0/vAwjtbCiy-c/s1600-h/001.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095773217943201634" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfSvj90J2I/AAAAAAAAADM/CunMsr-H9bM/s320/011.jpg" border="0" /&gt;บัวตูม บัวบาน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095773226533136242" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfSwD90J3I/AAAAAAAAADU/P0joxDBjogs/s320/012.jpg" border="0" /&gt;ทะเลน้อยของจริงจะต้องมีทุ่งดอกบัวอย่างที่เห็นนี่แหละ...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ปล.มาเยือนทะเลน้อยทีไร คิดถึงพี่กนกพงศ์กับพี่พูขึ้นมาทุกที...&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-1938741332118263391?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/1938741332118263391/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=1938741332118263391&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1938741332118263391'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/1938741332118263391'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/08/blog-post.html' title='ที่นี่...ทะเลน้อย'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RrfRqj90JuI/AAAAAAAAACM/sha7HvvlYno/s72-c/001.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-8905706954851441187</id><published>2007-07-23T08:53:00.000+07:00</published><updated>2007-08-02T17:11:57.497+07:00</updated><title type='text'>Toffee Bar บาร์ในห้องนอน</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RqQKrD90JiI/AAAAAAAAAAs/AM3mv1f2vZo/s1600-h/Jazz_Joint_Jump_KFSR_Radio.gif"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5090205213750732322" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RqQKrD90JiI/AAAAAAAAAAs/AM3mv1f2vZo/s320/Jazz_Joint_Jump_KFSR_Radio.gif" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; Toffee Bar บาร์ในห้องนอน…วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากการมีจักรยานโบราณมือแปดรุ่นแม่บ้านญี่ปุ่นปั่นไปซื้อของ ยี่ห้อ MIYATA แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเป็นเจ้าของอย่างถูกต้องคือ บาร์เล็กๆ ในห้องนอนของตัวเองที่ผมตั้งชื่อตามชื่อหมาของผมว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘Toffee Bar’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บาร์เล็กๆ ในห้องนอนของผมเปิดให้บริการหลังพระอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไป ถ้าคุณเป็นคนช่างสังเกต คุณก็จะเห็นนาฬิกาแขวนผนังในห้องนอนของผมที่เดินไม่เคยตรงเวลา และบางครั้งก็หยุดเดินเอาดื้อๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งเวลาผมปิดไฟในห้องนอนนาฬิกาลูกหมูดิจิตอลของผมจะส่องแสงสลับกัน 6 สี เพลงYesterdays ของ Mile Davids ที่เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นในแต่ละค่ำคืนของบาร์ก็จะเริ่มดังขึ้น หลังจากนั้นจะเป็นเพลงที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ และจะปิดบาร์ด้วยเพลง Autumn Leaves ที่เป็นการดวลกันของเทพเจ้าแห่งทรัมเป็ตและเทพเจ้าแห่งแซ็กโซโฟน Mile Davids กับ John Coltrane เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บาร์เล็กๆ ในห้องนอนของผมทำขึ้นมาจากชั้นวางทีวีเก่าๆ โชคดีที่ชั้นล่างยังมีประตูกระจกที่ยังใช้การได้อยู่ บางเวลานอกจากจะเป็นที่เก็บ cd แล้ว จึงกลายเป็นที่เก็บบรรดาอุปกรณ์ในการชงเหล้าทั้งหลายด้วยไปโดยปริยาย ด้านขวาของบาร์เป็นโต๊ะที่ผมใช้เขียนหนังสือ ส่วนทางด้านซ้ายเป็นที่นอนเตียงเดี่ยวขนาด 3.5x5 ฟุต และนอกเหนือไปกว่านั้นคือ บาร์ของผมตั้งอยู่ริมหน้าต่างที่มีธงชาติอเมริกาเป็นผ้าม่านบังแดดในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนเวลาที่บาร์เปิด ผมจะรวบธงชาติอเมริกาเข้าหากันเพื่อเปิดทางให้มองเห็นพระจันทร์ขึ้นได้แบบเต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจมากเป็นพิเศษคือจำนวนของที่นั่งตรงบาร์ที่กำหนดไว้แค่ 2 ที่นั่ง และแน่นอนว่าถ้าที่นั่ง 2 ที่นั่งนี้คือที่สำหรับคู่รักคู่หนึ่งจะเยี่ยมยอดมากเลยทีเดียว แต่อะไรก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด โชคร้ายที่ผมเพิ่งแยกทางกับคนรัก ที่นั่งทั้ง 2 ที่ในบาร์ของผมจึงไม่มีโอกาสต้อนรับคนรักของผมอย่างที่ตั้งใจไว้ และด้วยความตั้งใจอย่างสุดซึ้ง นอกจาก 2 ที่นั่งนี้จะไม่ใช่ที่นั่งของผมกับเธอแล้ว บาร์ของผมก็ไม่ได้ต้อนรับใครอื่นมากเป็นพิเศษนัก ทุกๆ วันนอกจากผมแล้วก็มีเพียงท็อฟฟี่หมาของผม ที่ผมยืมชื่อมาตั้งเป็นชื่อบาร์มาใช้บริการเท่านั้นเอง แล้วถ้าพูดถึงเครื่องดื่ม บางคืนผมเปิด Spakling wine J.C.Le ROUK จาก South Africa บางคืนเป็น คนร้อยคนเป่าปี่ หรือไม่ก็เบียร์ รวมไปถึงเหล้าขาวที่บาร์ของผมและตัวผมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือรังเกียจอะไรนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมบาร์ของผมรับได้แค่ 2 ที่นั่ง ผมบอกให้ก็ได้ว่า เป็นเพราะข้อจำกัดในเรื่องสัดส่วนของบาร์ที่พอดีกับขนาดของหน้าต่าง ถ้าคุณมาเป็นคนที่ 3 ที่นั่งที่คุณจะได้นั่งจะเป็นที่ๆ คุณไม่สามารถมองเห็นพระจันทร์เวลาขึ้น จากหน้าต่างที่มีธงอเมริกาเป็นผ้าม่านเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากนี้เวลาผมปิดไฟในห้องนอน คืนไหนพระจันทร์เต็มดวงก็จะมีแสงของพระจันทร์ฉายเข้ามาทางหน้าต่างที่บาร์ของผมตั้งอยู่แบบพอดิบพอดี แล้วถ้าเกิดคุณได้นั่งเป็นคนที่ 3 คุณจะไม่รู้สึกเสียดายเชียวเหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่เกริ่นมาในขั้นต้น คุณคงจะพอเดาได้ว่าบาร์เล็กๆ ในห้องนอนของผมเปิดเพลงแจ๊ส และเมื่อบาร์เปิด ทุกๆ คืนผมจะนั่งดื่มอะไรไปพลาง ฟังเสียงเทเนอร์แซ็กของ John Coltrane หรือไม่ก็ทรัมเป็ตของ Mile Davis เป็นกับแกล้มมากกว่าถั่วลิสงหรือปลาหมึกแห้งบด 3 ตัว 20 บาท บางครั้งก็มีเสียงเปียโนของ Bill Evans มาแจม และถ้าคืนไหนผมเมาขึ้นมา แค่เบี่ยงตัวไปทางซ้ายนิดเดียว ผมก็จะหล่นตุ๊บลงบนที่นอนเตียงเดี่ยวขนาด 3.5x5 ฟุต แบบพอดิบพอดี ประหยัดค่าแท็กซี่ในการกลับบ้านได้เยอะพอสมควร และแน่นอนว่าเงินที่ไม่ได้จ่ายเป็นค่าแท็กซี่นั้น ผมจะเอาไปซื้อบรรดาเครื่องดื่มทั้งหลายมาตุนไว้ที่ตู้เย็นในครัวที่บ้านของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนอาจจะสงสัยขึ้นมาอีกว่า ปัดโถ่! ทำไมจะต้องเป็นเพลงแจ๊สด้วยวะ ทำเป็นไฮโซไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความเคารพ เปล่า! ผมไม่ได้ทำตัวไฮโซกลางวันผมก็กินข้าวแกงจานละ 25 บาท นั่งรถเมล์ไปทำงาน ติดแหงกอยู่ใต้สะพานเกษตร แต่บางช่วงจังหวะของชีวิต ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะเรียนรู้ที่จะมีแนวดนตรีที่ชอบฟังเป็นของตัวเอง และผมเองก็เลือกแจ๊สเป็นแนวดนตรีที่ชอบ แม้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่ผมอายุ 19 ปี ผมจะเกลียดเพลงแจ๊สเข้าไส้ ถึงขนาดที่เคยสาบานต่อหน้ารุ่นพี่นักเขียนคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงแจ๊สเป็นชีวิตจิตใจว่า ชาตินี้ชีวิตนี้ผมคงไม่มีทางฟังแจ๊สแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“วันหนึ่งเอ็งอายุมากขึ้นเดี๋ยวก็ฟัง เชื่อพี่สิ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้ววันหนึ่งผมก็ผิดคำสาบาน รวมทั้งเริ่มขวนขวายหาเพลงแจ๊สมาฟังจนได้ และอัลบั้มเพลงแจ๊สอัลบั้มแรกที่ผมมีในครอบครองก็คือ Kind Of Blue ของ Mile Davis ที่ผมฝากโบบี้เพื่อนชาวนิวยอร์คเกอร์ซื้อมาจากอเมริกาในราคา 11 เหรียญ ตามมาด้วยอัลบั้ม Miles In Tokyo (Miles Davis Live In Concert) ราคา 10 เหรียญ อีกหนึ่งอัลบั้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าอายุอย่างผมคงไม่ทันยุคเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ขึ้นชื่อด้านความคมชัดมากที่สุดของเสียง และด้วยกำลังทรัพย์ที่ผมมี บวกกับความจำเป็นบางอย่าง สิ่งเดียวที่ผมทำได้จึงเป็นการป้อนแผ่น cd เข้าไปในแลปท็อบของผมหรือไม่ก็เปิดเอาจากไฟล์ mp3 ต่อสายเข้ากับลำโพงดีๆ สักตัว เพื่อให้ได้ยินเสียงเดินเบสชัดขึ้นกว่าลำโพงกระป๋องที่เคยใช้ และถ้าคุณไม่เรื่องมากถึงขั้นหูเทพเกินไป แน่นอนว่าตลอดเวลาที่บาร์ในห้องนอนของผมเปิดทำการ เสียงจากลำโพงทั้งสองตัวของผมจะไม่เดินไปเตะหูของคุณให้รู้สึกรำคาญใจเลยทีเดียว และถ้าหากว่าคุณเป็นคอแจ๊ส ระดับเข้าเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลตรงเข้าไปหล่อเลี้ยงหัวใจ ขอจงอย่าคาดหวังในเพลงที่บาร์ของผมเปิด เพราะผมไม่ได้เปิดบาร์นี้ขึ้นมาเพื่อเอาใจหรือดูดเอาเงินจากกระเป๋าใคร ผมเพียงแค่ต้องการหลีกหนีการนั่งฟังเพลงที่ผมชอบท่ามกลางฝูงชนที่ผมไม่รู้จักเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งหนึ่งที่คนขี้ร้อนทั้งหลายควรจะรับทราบไว้ คือบาร์ของผมไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงหน้าต่างสี่บานที่เป็นช่องทางเดินของลมกับพัดลมอีกหนึ่งตัวเท่านั้น และผมก็คิดว่าแค่นี้คงเพียงพอที่จะไม่ทำให้คุณรู้สึกร้อนอบอ้าวตลอดเวลาที่นั่งฟังเพลงกึ๊บอะไรไปพลางอยู่ในบาร์ของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดเวลาที่เปิดบาร์มา ผมค้นพบว่าการนั่งฟังเพลงไปพลาง ช่วยให้อารมณ์ในการเขียนหนังสือของผมนั้นลื่นไหลพอๆ กับช่วงเวลาที่ผมกึ๊บอะไรลงไปในลำคอ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ถ้าอยู่ๆ ผมเกิดคิดบทกวี พล็อตเรื่องสั้นหรือนิยายขึ้นมาได้ใหม่ๆ ในช่วงเวลาที่ผมนั่งกึ๊บอะไรแบบได้ที่ในบาร์ของผมเอง และทุกค่ำคืนที่บาร์เปิด ผมก็ไม่ได้เมาหัวราน้ำเสมอ เพราะผมต้องตื่นมาให้อาหารท็อฟฟี่ในตอนหกโมงเช้า และไปตอกบัตรเข้าทำงานให้ทันแปดโมงครึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คุณไม่ต้องห่วงถ้าเกิดวันใดวันหนึ่ง คุณรู้สึกอยากจะมาใช้บริการบาร์แจ๊สในห้องนอนของผมขึ้นมา บางสิ่งบางอย่างในตัวผมจะทำการตรวจสอบคุณสมบัติของคุณเอง ว่าคุณเหมาะสมที่จะเข้ามาใช้บริการในบาร์ของผมหรือเปล่า และข้อห้ามหนึ่งที่คุณควรจะท่องให้ขึ้นใจคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อคุณกึ๊บอะไรลงคอพร้อมทั้งได้ฟังเพลงจากบาร์ในห้องนอนของผมแล้ว กรุณาอย่าพล่ามถึงความรักในอดีตที่แสนขมขื่นของคุณ เพราะมันอาจทำให้ผมคิดถึงผู้หญิงคนๆ หนึ่งขึ้นมาที่ชอบพูดว่า ผมมันก็แค่ไอ้ขี้เมา เวลาที่แม่ของเธอถามถึงผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถึงทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจุบัน Toffee Bar บาร์แจ๊สเล็กๆ ในห้องนอนของผมก็ยังเปิดให้บริการมาถึงทุกวันนี้ แม้บางสิ่งบางอย่างภายนอกจะเปลี่ยนไปบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ภายในไม่เคยเปลี่ยนแปลง...&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-8905706954851441187?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/8905706954851441187/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=8905706954851441187&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/8905706954851441187'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/8905706954851441187'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/07/toffee-bar.html' title='Toffee Bar บาร์ในห้องนอน'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RqQKrD90JiI/AAAAAAAAAAs/AM3mv1f2vZo/s72-c/Jazz_Joint_Jump_KFSR_Radio.gif' height='72' width='72'/><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-7013251420207026430</id><published>2007-07-16T16:47:00.000+07:00</published><updated>2007-08-02T17:13:20.668+07:00</updated><title type='text'>โต๊ะข้างหน้าต่าง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Rps_jSj51LI/AAAAAAAAAAk/g1ajTtDuqI4/s1600-h/DSCF5038.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5087730079555507378" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Rps_jSj51LI/AAAAAAAAAAk/g1ajTtDuqI4/s320/DSCF5038.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;โต๊ะข้างหน้าต่าง/วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้ว่าสมัยเรียนหนังสือ ทุกครั้งที่เปิดเทอม ผมมักจะไปโรงเรียนเช้ากว่าปกติ เพื่อจองโต๊ะตัวที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ค่อนชีวิตของการเรียน ผมก็ได้นั่งเรียนติดริมหน้าต่างมากกว่านั่งติดกำแพงห้องเรียนเสมอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พอโตขึ้นมานิสัยการนั่งติดหน้าต่างเลยกลายเป็นนิสัยประจำตัวไปโดยปริยาย และทุกครั้งที่ต้องการพักสายตา ผมมักจะมองภาพชีวิตภายนอกผ่านช่องหน้าต่างที่ผมนั่งอยู่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่ตัดสินใจเช่าบ้านไม้สีเขียวกับพี่สาว แทนหอพักที่มีหน้าต่างแค่บานเดียว น้ำหนักในการตัดสินใจของเราสองคนมาจากจำนวนหน้าต่างที่สำรวจดูแล้วมีมากถึง 10 บาน ว่าเหมาะแก่การเป็นช่องทางอ้าแขนรับลมและแสงแดดได้ดีระดับหนึ่ง และเมื่อเราสองคนตัดสินใจเช่าบ้านไม้สีเขียว หลังจากจัดระเบียบข้าวของส่วนรวมเป็นที่เรียบร้อย พอถึงเวลาต้องจัดระเบียบข้าวของส่วนตัว โต๊ะเขียนหนังสือ รวมไปถึงบาร์เล็กๆ ที่ทำจากชั้นวางทีวีเก่าๆ ของผมจึงวางอยู่ข้างหน้าต่างอย่างไม่ต้องสงสัย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;บ้านเช่าไม้สีเขียวของผมที่สะพานใหม่นั้น วันไหนอากาศดีๆ ก็จะมีลมเย็นๆ โชยมาพัดโมบายที่แขวนไว้ริมหน้าต่าง ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งคล้ายเสียงทักทายกันของสายลมกับโมบาย มองดูก้อนเมฆที่เปลี่ยนรูปทรงไปต่างๆ นานา หรือนั่งมองดูใบไม้ที่พัดไหว ถ้าไม่คิดอะไรมากไปกับชีวิต บางทีเราอาจจะหาความสุขง่ายๆ ได้จากตรงนี้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตกตอนกลางคืน ถ้าค่ำคืนไหนพระจันทร์เต็มดวงขึ้นมา บาร์เล็กๆ ริมหน้าต่างที่อยู่ในห้องนอนของผมก็จะมองเห็นพระจันทร์ได้แบบพอดิบพอดี ได้กึ๊บอะไรพอกึ่มๆ พร้อมเพลงดีๆ สักเพลง ทุกข์มาจากไหนก็คงต้องวางลง แล้วลืมกันไปชั่วขณะ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าวันไหนฝนตก ปิดหน้าต่างกันไม่ทันขึ้นมา ก็ได้เปียกฝนทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในบ้าน แปลกดีไปอีกแบบ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ชักพาลนึกไปถึงโต๊ะที่ทำงานของออฟฟิศเก่าที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำเองนั้น ก็ตั้งอยู่ตรงริมหน้าต่างเช่นกัน แถมพอตกยามบ่ายที่พระอาทิตย์เริ่มตกดิน ก็จะได้ยินเสียงพี่สาวนักเขียนบอกว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ทนหน่อยไอ้น้อง” หรือไม่ก็ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ถ้าเอ็งรู้สึกร้อนก็ดึงม่านลงมาปิดได้แล้วนะพี่ว่า” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แม้ผ้าม่านที่ดึงลงมาปิดหน้าต่างที่มีอยู่บานเดียวในออฟฟิศจะทำให้มองไม่เห็นอะไรข้างนอก แต่การมีหน้าต่างอยู่ใกล้ๆ ก็เป็นเรื่องดีมากกว่าการเงยหน้าขึ้นมาหลังจากการทำงาน แล้วเจอะเจอแต่กำแพงเพียงอย่างเดียวเป็นไหนๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;พอถึงคราวต้องย้ายที่สิงสถิตใหม่ ก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกินที่โต๊ะที่เขาจัดไว้ให้นั่งทำงาน ตั้งอยู่ริมหน้าต่างพอดิบพอดี &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ลองนึกย้อนดูดีๆ ถึงได้รู้สึกว่า ช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ตัวเองใช้เวลาอยู่ริมหน้าต่างมากกว่าจอทีวีก็ดูจะไม่ผิดอะไรนัก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;บ่อยครั้งและมากมายที่งานเขียนของผม ถูกเขียนขึ้นบนโต๊ะริมหน้าต่าง และเช่นเดียวกันกับงานเขียนชิ้นนี้เองก็เขียนขึ้นบนโต๊ะริมหน้าต่างเช่นกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า นอกจากคนที่ชอบสายฝนแล้ว ใครที่ชอบนั่งริมหน้าต่างจะเป็นคนขี้เหงา ไม่มากไม่น้อยไปกว่าคนที่ชอบสายฝน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ผมเองก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า บางทีถ้าได้เจอคนที่ชอบนั่งริมหน้าต่างเหมือนๆ กัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมจะลองถามเขาดู...&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-7013251420207026430?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/7013251420207026430/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=7013251420207026430&amp;isPopup=true' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/7013251420207026430'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/7013251420207026430'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/07/blog-post_16.html' title='โต๊ะข้างหน้าต่าง'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Rps_jSj51LI/AAAAAAAAAAk/g1ajTtDuqI4/s72-c/DSCF5038.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-3735073428996748780</id><published>2007-07-11T15:04:00.000+07:00</published><updated>2007-07-12T17:23:00.023+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฤดูความรู้สึกระเหยแห้ง'/><title type='text'>รักจริงๆ นะ รักแค่ไหน</title><content type='html'>รักจริงๆ นะ &lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RpSQWJ0wr2I/AAAAAAAAAAc/xuA8eEKgzWY/s1600-h/x1pQV_VzVlDoTg3zm7RSrL2CCOxQI-vBc8Nmh0YV3A8hJC6YvHzxCZaL_pgasZpWpkEJ5ioh0T2xEJ5AlDPB34_S2K1kDT7rs-o5lX-09lCTiopYxEKpJSsBg.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5085848589476867938" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RpSQWJ0wr2I/AAAAAAAAAAc/xuA8eEKgzWY/s320/x1pQV_VzVlDoTg3zm7RSrL2CCOxQI-vBc8Nmh0YV3A8hJC6YvHzxCZaL_pgasZpWpkEJ5ioh0T2xEJ5AlDPB34_S2K1kDT7rs-o5lX-09lCTiopYxEKpJSsBg.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; รักแค่ไหน/เรื่อง/วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;นอกจากคำถามที่ได้ยินบ่อยจนเริ่มชินหูว่า ‘เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง’ อีกหนึ่งคำถามที่ถูกถามมาติดๆ คือ ‘พี่มีรุ่นน้องคนหนึ่งน่ารัก นิสัยดี สนใจไหม’ หรือไม่ก็&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘เฮ้ย! ผมมีเพื่อนน่ารักๆ เยอะ นิสัยดี อยากรู้จักไหมพี่’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่ได้ยินคำถามแบบนี้ ใจหนึ่งก็ดีใจที่มีคนคอยเป็นห่วง แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกต่อต้านความสัมพันธ์ใหม่ๆ อยู่ตลอด จนกลายเป็นคำพูดติดปากอยู่เสมอว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขอบใจ แต่ปล่อยให้เขาไปเจออะไรที่ดีกว่าเถอะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าถ้าไม่ถูกมองว่าหยิ่งก็มักจะถูกถามกลับมาว่า เป็นอะไร อย่าเพิ่งท้อสิ ไม่แน่คนนี้อาจจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นมาก็ได้นะ แต่จนแล้วจนรอด หลังจากได้เบอร์โทรศัพท์ของคนที่จะกลายเป็นความสัมพันธ์ใหม่ๆ มา ผมก็มักจะเป็นฝ่ายที่หยุดสานสัมพันธ์เองแทบทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่ว่าการไม่ให้โอกาสตัวเองอีกครั้งเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี แต่บางช่วงจังหวะของชีวิต คนเราก็เรียนรู้ที่จะหยุดพัก หนักบ้าง เบาบ้างก็ว่ากันไป ตามจังหวะชีวิตของใครของมัน นอกจากการยอมรับความจริงแบบฉับพลัน การเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองจึงกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เดินเข้ามาในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากตัดขาดกับความทรงจำและอดีตบางอย่าง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน แน่นอนจากน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสู้ดีนักตอนเพื่อนโทรมาหา เมื่อเจอหน้ากันนอกจากจะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะแล้ว เรื่องที่เพื่อนจะปรับทุกข์ด้วยจึงมีไม่น้อยอย่างที่คิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างเดินไปกินข้าวบนทางเท้าของถนนสายที่มีรถเมล์วิ่งผ่านไปผ่านมาอยู่ไม่ขาด เมื่อทำใจได้ที่จะระบาย สุดท้ายเพื่อนก็เอ่ยออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กูรักน้องเขาจริงๆ นะมึง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วรักจริงๆ ของมึงนะรักแค่ไหน” ผมถามกลับแบบไม่ได้ตั้งใจกวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็น้องอยากได้อะไร อยากให้ทำอะไร กูทำให้หมดแบบเต็มใจ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วไงต่อสำหรับความรักจริงๆ ของมึง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กูเป็นห่วงน้องเขา แคร์ความรู้สึกเขามาก มึงคิดดูนะ กูรอน้องเขามา 1 ปีแล้ว อะไรๆ ก็ยังไม่พัฒนาขึ้นเลย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วมึงบอกความรู้สึกน้องเขาไปหรือยังละ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนเงียบไปพักหนึ่ง เราสองคนยังคงเดินต่อ ก่อนจะหยุดรอข้ามถนน แล้วเพื่อนก็พูดขึ้นมาว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บอกแล้ว น้องเขารู้แล้วว่ากูรู้สึกยังไง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วน้องเขาว่าไงละ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“น้องเขาบอกเขาก็ยังไม่มีใคร และตอนนี้ก็ยังไม่มีกูเช่นกัน กูไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วน้องเขาฝังใจอยู่กับใครหรือเปล่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบของเพื่อน ทำเอาผมหยุดเดินระหว่างข้ามถนน จนเพื่อนต้องหันมาถามว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เป็นไรวะ เดี๋ยวรถก็ชนตายห่าหรอก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากยิ้มเหมือนเด็กแกล้งกลบเกลื่อนความผิด แล้วส่ายหัวบอกเพื่อนว่าไม่มีอะไร ก็รีบถามเพื่อนกลับไปให้เป็นฝ่ายตั้งรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วมึงจะทำไง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนนิ่งคิดระหว่างเดินต่อไปอีกหลายก้าว แล้วตอบกลับมาว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กูอยากลองให้โอกาสตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ถ้าอะไรไม่ดีขึ้นก็คงต้องยอมรับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงอยู่ที่ว่าคำตอบของความจริงบางอย่าง บางครั้งก็เดินมาพร้อมกับการยอมรับที่เราหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะกับความจริงบางอย่างที่ทำให้เราต้องเจ็บปวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง' &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Trebuchet MS;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;'พี่มีรุ่นน้องคนหนึ่งน่ารัก นิสัยดี สนใจไหม’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘เฮ้ย! ผมมีเพื่อนน่ารักๆ เยอะ นิสัยดี อยากรู้จักไหมพี่’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามประโยคนี้มักจะโผล่เข้ามาในสมองสลับกับความทรงจำดีๆ จากหญิงสาวของผมที่เพิ่งกลายเป็นอดีตไปไม่นาน พร้อมๆ กับการเรียนรู้ที่จะพัก ในช่วงที่จังหวะชีวิตดูจะสับสนมากเกินไปบนถนนของความรู้สึก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;ลองให้โอกาสตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องยอมรับ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รถเมล์ยังคงวิ่งผ่านไปมาอยู่ไม่ขาด ระหว่างเดินเพื่อไปหาเพื่อนและแฟนของเพื่อนอีกคนหนึ่งที่รออยู่ ใจหนึ่งก็อยากจะถามคำถามหนึ่งกับเพื่อน แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวเพื่อนสับสนและคิดมากไปกว่าเดิม ว่าระหว่างที่ยังรัก ถ้าถูกคนที่รักขอร้องให้เดินออกไปจากชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;เพื่อนจะทำอย่างไร...&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-3735073428996748780?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/3735073428996748780/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=3735073428996748780&amp;isPopup=true' title='15 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/3735073428996748780'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/3735073428996748780'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/07/blog-post_11.html' title='รักจริงๆ นะ รักแค่ไหน'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RpSQWJ0wr2I/AAAAAAAAAAc/xuA8eEKgzWY/s72-c/x1pQV_VzVlDoTg3zm7RSrL2CCOxQI-vBc8Nmh0YV3A8hJC6YvHzxCZaL_pgasZpWpkEJ5ioh0T2xEJ5AlDPB34_S2K1kDT7rs-o5lX-09lCTiopYxEKpJSsBg.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>15</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-6741834889413264082</id><published>2007-07-02T12:12:00.000+07:00</published><updated>2007-07-02T12:25:16.902+07:00</updated><title type='text'>อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RoiKiZ0wr1I/AAAAAAAAAAU/J7L9Tg1H2x4/s1600-h/DSC04698.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5082464503139970898" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RoiKiZ0wr1I/AAAAAAAAAAU/J7L9Tg1H2x4/s320/DSC04698.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ/วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เม็ดฝนหลายเม็ดที่ล่วงหล่นลงมาบนพื้น เริงระบำเหมือนไฟกระพริบ ในช่วงเวลาที่นกกระจอกตัวหนึ่งยืนหลบฝนอยู่ใต้ซอกเล็กๆ ของหลังคาบ้าน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา อากาศที่แปรปรวนทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า วันนี้ฝนจะตกหรือแดดจะร้อนจ้า ส่งผลให้สุขภาพของใครหลายๆ คน ทรุดลงเหมือนใบไม้ที่ล่วงหล่นจากลำต้น และในฐานะคนที่ชอบฤดูฝนคนหนึ่ง รวมไปถึงละเลยการออกกำลังกาย ผมเองก็เป็นหนึ่งในใบไม้ที่ล่วงหล่นจากลำต้นเหมือนกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรก เข้าใจว่าเป็นเพียงอาการเริ่มต้นของไข้หวัดธรรมดา ปล่อยไว้สักพักก็คงหาย แต่หลังจากอาการไข้หวัดได้โบกมือหายไป อาการไอในช่วงเวลากลางคืนเพราะอากาศที่เย็นขึ้นจนทำให้ไอถี่มากขึ้นเป็นพิเศษ แปรเปลี่ยนลุกลามมาเป็นไอตอนกลางวัน และไอตลอดวันถึงขนาดกับบังคับตัวเองไม่ให้ไอไม่ได้ จึงทำให้มั่นใจว่า โรคประจำตัวที่ห่างเหินไปนาน ได้กลับมาเยี่ยมเยียนกันอีกครั้งหนึ่ง และ 3 วันที่ผ่านมาหลังจากที่นอนไอทั้งคืนจนแทบจะไม่ได้นอน สุดท้ายผมก็ยอมเดินเข้าร้านขายยา ซื้อยาให้กับตัวเอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ก่อนหน้านี้ผมไอจนอ้วก ไอแบบหยุดไม่ได้ ถึงขนาดที่ว่า ไอมากกว่าหายใจ จนแทบจะหายใจไม่ทัน รอดมาได้ก็เพราะน้ำอุ่น กับถุงพลาสติกที่อยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างยามนอน และหนักเข้าก็ถึงขั้นไอจนกะบังลมอักเสบ จำได้ว่าสุดท้ายชีวิตในเมืองทำให้ผมต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ นั่นคือการพาตัวเองไปโรงพยาบาลคนเดียวเพียงลำพัง และหลังจากวินิจฉัยอาการอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ ของหมอ ผมถึงรู้ว่าตัวเองเป็น ‘โรคทางเดินหายใจอักเสบ’ แต่เหตุการณ์และอาการเจ็บป่วยนี้ก็ห่างหายจากชีวิตผมไปได้ 3 ปีแล้ว เวียนวนกลับมาเจอกันอีกครั้งในวันที่ร่างกายของผมอ่อนแอลงอย่างน่าตกใจ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ครั้งหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า เวลาที่ร่างกายป่วย ถ้าเป็นไปได้ขออย่าให้ใจป่วย ถามถึงสาเหตุของความคิดก็ได้คำตอบกลับมาว่า เป็นเพราะใจนั้นสามารถรักษาร่างกายได้ แต่ร่างกายกลับไม่สามารถรักษาใจ พอโดนเข้ากับตัวเองในช่วงเวลาที่ใจกับร่างกายป่วยลงพร้อมๆ กัน ถึงได้เข้าใจความหมายของเพื่อนชัดเจนขึ้น&lt;br /&gt;หลังจากอธิบายอาการ และตอบข้อซักถามจากเภสัชสาว ผมได้ยาแก้อักเสบกับยาลดอาการไอ มานอนอุ่นใจอยู่ในกระเป๋ากางเกงอย่างละ 12 เม็ด เบ็ดเสร็จแล้วรวมทั้งสิ้น 24 เม็ด พร้อมกับข้อกำชับที่ว่า ผมควรทานหลังอาหารวันละ 3 เวลา ติดต่อกันเป็นเวลา 4 วัน จึงเท่ากับว่า ใน 1 วันจะมียาเม็ดเล็กๆ เข้าไปซ่อมแซมร่างกายผมวันละ 6 เม็ดด้วยกัน และถ้ายังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องให้ยาที่แรงกว่านี้ แล้วก็เป็นอย่างที่เภสัชสาวคิด หลังจากกินยาไปได้ 2 วัน ผมก็ได้รับยาตัวใหม่เพิ่มเข้ามาเพื่อขยายหลอดลม และผลข้างเคียงของยาตัวนี้คืออาการ ‘สั่น’ คืนนั้นทั้งคืนนอกจากนอนไอแล้ว ผมเลยนอนสั่นด้วยอีกอาการ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เช้าวันต่อมาประกอบกับเป็นวันหยุด ผมไม่ได้ออกไปทำงาน รวมถึงออกไปข้างนอกหรือที่ไหน และเป็นเพราะว่าต้องกินยา ตื่นขึ้นมาเลยปิ้งขนมปังกินกับกาแฟรองท้องเพื่อลดอาการข้างเคียงของยาที่อาจไปกัดกระเพาะ หลังจากเปิดเพลงที่ชอบฟังในตอนเช้า นั่งเคลียงานเก่าๆ ที่ยังค้าง พอกินยาได้สักพักหนึ่งก็รู้สึกง่วง คิดว่าคงไม่ดีแน่ๆ ถ้าต้องหลับหน้าคอมฯ เลยไปนอนพักเอาแรงบนโซฟาสักแปบหนึ่ง แต่ความอ่อนเพลียของร่างกายที่ไม่ได้นอนแบบเต็มที่มาหลายวันบวกกับฤทธิ์ยา กลับทำให้ผมหลับไปหลายชั่วโมงแบบไม่รู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเม็ดฝนหล่นเคาะหลังคา ซึ่งเป็นช่วงเวลาในตอนเย็นแล้ว&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;พอต้องตื่นขึ้นมาแบบกะทันหัน เพราะต้องรีบวิ่งไปปิดหน้าต่างกันฝนที่จะสาดเข้ามาในห้องนอน ประกอบกับการไม่ได้กินอะไรเลย ร่างกายที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว จึงทำให้ผมเป็นลมแบบกะทันหันขึ้นมาทันที &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เริ่มจากอาการมึนหัว คลื่นไส้ แล้วภาพทุกอย่างก็พล่าเลือน และเหงื่อที่แตกพลักออกมาจนชุ่มเสื้อ สุดท้ายหลังจากนอนมึนอยู่กับที่เพียงลำพังพักหนึ่งใหญ่ๆ นอกจากน้ำเปล่าที่กินแก้วแล้วแก้วเล่าให้ร่างกายได้รู้สึกดีขึ้น เมื่อคิดได้ว่าต้องหาอะไรให้ร่างกายได้มีพลังงานสักอย่างมาต่อสู้กับอาการเป็นลม ผมจึงค่อยๆ ลุกขึ้นไปหยิบร่มสีขาวเดินฝ่าสายฝนออกไปหาซื้ออะไรมากินก่อนจะต้องกินยาอีกรอบหนึ่ง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เม็ดฝนหลายเม็ดที่ล่วงหล่นลงมาบนพื้น เริงระบำเหมือนไฟกระพริบ อีกส่วนหนึ่งหล่นลงเคาะร่มสีขาว เสียงดังเปาะแปะ ในช่วงเวลาที่นกกระจอกตัวเดิมยังยืนหลบฝนอยู่ใต้ซอกเล็กๆ หลังคาบ้านเหมือนเดิม &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผมคิดถึงคนในอดีตบางคนที่เคยเป็นห่วงสุขภาพของกันและกันกับคำพูดที่คุ้นเคย “อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ” ที่ตอนนี้ต่างเดินไปบนคนละเส้นทาง และไม่รู้ว่าป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ระหว่างเดินก้าวต่อก้าวนึกถึงเพลง ‘วันที่ฉันป่วย’ ของวงอาร์มแชร์ขึ้นมาจับใจ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คงจะจริงอย่างที่เธอเคยพูดในตอนที่ผมป่วยแล้วเธอยังอยู่เคียงข้าง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ขนาดตัวเองยังจะเอาตัวไม่รอด&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แล้วนับประสาอะไรจะไปดูแลใครสักคน …&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-6741834889413264082?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/6741834889413264082/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=6741834889413264082&amp;isPopup=true' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6741834889413264082'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/6741834889413264082'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='อย่าลืมรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ ละ'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/RoiKiZ0wr1I/AAAAAAAAAAU/J7L9Tg1H2x4/s72-c/DSC04698.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-4336624587982566241</id><published>2007-06-13T14:21:00.000+07:00</published><updated>2007-06-14T00:48:53.954+07:00</updated><title type='text'>เรื่องของแมว</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Rm-bQ4poaxI/AAAAAAAAAAM/lKLwdVyjeP0/s1600-h/Picture+002.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5075446019457051410" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Rm-bQ4poaxI/AAAAAAAAAAM/lKLwdVyjeP0/s320/Picture+002.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทุกครั้งที่เจ้าแมวเหมียวกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะ ไม่นานเกินรอผมจะต้องจับมันลงไปข้างล่างเพราะความซนและความขี้อ้อนของมันที่ทำให้ผมทำอะไรได้ไม่สะดวกนัก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อย่าเข้าใจผิดว่าผมเลี้ยงแมว เพราะตั้งแต่จำความได้ สัตว์ประเภทเดียวที่อยู่คู่กับตระกูลล้อมเขตมาอย่างยาวนานมีเพียง 'หมา' เท่านั้น ส่วนเจ้าแมวตัวนี้เป็นลูกแมวจรจัดที่อยู่หลังร้านของพี่สาว และเป็นแมวตัวเดียวในบรรดาหมู่แมวจรจัดหลังร้านทั้งหลายที่ไม่วิ่งวงแตกเมื่อเห็นคน หนำซ้ำยังเดินเข้ามาหาและออเซาะให้ได้เห็นใจ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เสียงร้องเหมียวๆ เหมือนเรียกร้องความสนใจ พอหันไปถามว่า 'อะไร' ก็หยุดร้องเสียพักหนึ่ง เหมือนกับเจ้าเหมียวมันต้องการแสดงถึงการมีตัวตนของมันอยู่ ประมาณว่า 'หันมามองฉันบ้างสิ ฉันอยู่ตรงนี้' และพอมันกระโดดขึ้นมาคลอเคลียก็อดไม่ได้ที่จะจับมันลงไปไว้ข้างล่างเช่นเคย แรกๆ ก็รู้สึกดีที่มีใครมาเห็นคุณค่าให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเราแม้จะเป็นแค่เเมวก็เถอะ แต่นานเข้า ถี่ขึ้นก็เกิดความรำคาญ จับมันโยนออกไปบ้าง ทำทุกวิธีไม่ให้มันเข้ามาสร้างความรำคาญ จนสุดท้ายเจ้าเหมียวเหมือนจำยอมและรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง เลยค่อยๆ หายไป ไม่มาให้เห็นอีก รู้สึกตัวว่าจะไม่ได้เจออีกแล้วก็ตอนที่ชะเง้อหาเจ้าเหมียวเวลาอยู่คนเดียว และมีเพียงความว่างเปล่าเดินมานั่งเป็นเพื่อน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผมไม่รู้ว่าเจ้าเหมียวหายไปไหน แม้เจ้าเหมียวจะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่การหายไปก็สะกิดใจให้นึกถึงคนในอดีตคนหนึ่งขึ้นมาเหมือนกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บ่อยครั้งที่คนเราเฉยเมยและไม่เห็นค่าของสิ่งที่มีอยู่ จวบจนวันหนึ่งต้องสูญเสียมันไป &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เรากลับเรียกร้องและโหยหาสิ่งนั้นกลับมา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จากเคยมีอยู่กลายเป็นไม่มี ทุกอย่างอาจเป็นไปตามเงื่อนไขของเวลาที่เดินอยู่บนความรู้สึก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เราไม่เคยนึกมองย้อนกลับว่า ถ้าเราเป็นคนที่ถูกทิ้งขว้าง ใจเราจะเป็นอย่างไร &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คนเรามักจะมักง่ายกับความรู้สึกของคนที่เราไม่ได้รัก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;และทุ่มเททั้งชีวิตให้กับคนที่เรารัก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ใจเขาใจเรา คติโบราณว่าไว้แบบนี้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;หรือต้องรอรู้สึกตัวอีกทีเมื่อสายเกินไป &lt;/div&gt;&lt;div&gt;จนเรียกคืนอะไรกลับมาไม่ได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เหมือนกับที่ไม่รู้ว่า...เจ้าเหมียวหายไปไหน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-4336624587982566241?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/4336624587982566241/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=4336624587982566241&amp;isPopup=true' title='25 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/4336624587982566241'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/4336624587982566241'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='เรื่องของแมว'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/Rm-bQ4poaxI/AAAAAAAAAAM/lKLwdVyjeP0/s72-c/Picture+002.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>25</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-117551398507221136</id><published>2007-04-02T18:15:00.000+07:00</published><updated>2007-06-13T12:10:25.168+07:00</updated><title type='text'>อารมณ์กาแฟ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4408/3702/1600/772231/images.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4408/3702/320/150065/images.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อารมณ์กาแฟ-วิภพ ล้อมเขต&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยามเช้าเอื่อยเฉื่อยหมุนวนกลับมา ในช่วงเวลาที่ไออุ่นจากแก้วกาแฟค่อยๆ ลอยหายไปในอากาศ ครั้งหนึ่งรุ่นพี่นักเขียนหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า เสน่ห์ของอาชีพนักเขียนที่เขาปฏิเสธไม่เคยได้ คือช่วงเวลาที่นั่งเขียนหนังสือพร้อมกับการจิบกาแฟสักแก้วหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รุ่นพี่นักเขียนเสริมต่อว่า ช่วงเวลาที่นักเขียนจิบกาแฟตอนเขียนหนังสือนั้น จะไม่ต่างอะไรกับนักเปียโนที่กำลังไต่ระดับความสุขไปบนตัวโน๊ต กาแฟดี อารมณ์ดีย่อมนำพามาซึ่งงานเขียนที่ดีโดยมีกาแฟและตัวตนเป็นแรงผลักดันนิ้วมือให้เรียงร้อยถ้อยคำผ่านทิวแถวตัวอักษรไปบนถนนอารมณ์ที่ทอดยาว ฟังรุ่นพี่พูดแล้วนึกภาพตามก็รู้สึกว่าจริงของพี่เขา อาชีพนักเขียนนั้นเท่ไม่ใช่เล่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงกาแฟแล้วตั้งแต่จำความได้ กาแฟที่ผมรู้จักคือกาแฟใส่นมที่แม่ชอบชงกินกับปาท่องโก๋ในตอนเช้า ผมไม่รู้ว่ากาแฟแบ่งออกเป็นกี่ชนิด ไม่รู้ว่าควรใช้น้ำร้อนอุณหภูมิเท่าไรในการชง รู้เพียงอย่างเดียวว่านอกจากการเป็นห่วงใครสักคนแล้ว กาแฟก็สามารถทำให้มนุษย์นอนไม่หลับได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ใช่คอกาแฟตัวยงถึงขนาดที่รู้ชนิด และวิธีดื่มกาแฟอย่างครบรส แต่ก็มีโอกาสใช้บริการกาแฟในยามเช้าตอนเขียนหนังสือบ้างเป็นบางเวลา อาจไม่ใช่ทุกครั้งที่ต้องจิบเวลาเขียนหนังสือ แต่เมื่อไรที่ต้องการนวดอารมณ์ให้คลายความอ่อนล้า กาแฟมักจะเป็นเครื่องดื่มแรกๆ ที่ผมนึกถึงก่อนเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาแฟในยามเช้าบวกไอร้อนที่ต้องค่อยๆ ใช้ปากเป่า อาจช่วยทำให้เรารู้จักเบรกอารมณ์ที่เกินพอดีได้ระดับหนึ่ง ระหว่างทางของกาแฟกับริมฝีปากจึงมีมากกว่ารสชาติของกาแฟและความหอม เช่นเดียวกันกับกาแฟสักแก้วกับคนที่เรารักก็อาจเป็นที่แอบอิงอารมณ์ยามอ่อนไหว เหมือนกับเรื่องราวของโยโกะกับฮาจิเมะ สองตัวละครเอกจากหนังเรื่อง Café Lumiere&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันเวลาผ่านไป ผมกลายเป็นคนตามหาแก้วกาแฟอย่างจริงจังมากกว่ากลายเป็นนักดื่มกาแฟตัวยง หลังจากที่แก้วกาแฟลูกเดิมที่เคยใช้ชงกาแฟทุกเช้า ถูกเจ้าของเดิมเรียกคืนกลับไปใช้งาน เพราะนอกจากอุณหภูมิของน้ำและเรื่องของสายพันธุ์แล้ว กาแฟยังต้องอยู่ในแก้วที่มีขนาดพอดี การมีแก้วกาแฟดีๆ สักแก้วหนึ่ง ความเสี่ยงในเรื่องของกาแฟไม่อร่อยเลยลดเปอร์เซ็นต์ลงได้เยอะเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่สงสัยหรืออยากรู้อะไรเกี่ยวกับกาแฟผมจะเปิดหนังสืออ่านตลอด แรกเริ่มเดิมทีกาแฟเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเอธิโอเปีย มีเพียง 4 สายพันธุ์ คือ Arabica, Robusta, Excelsa และ Liberica หลังจากนั้นกาแฟก็เริ่มขยายไปในประเทศเขตร้อน จวบจนปัจจุบันประเทศบราซิลนั้นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟมากที่สุด ในชั่วระยะเวลาไม่นานกาแฟจึงกลายเป็นพืชที่มนุษย์ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่ากลิ่นของกาแฟนั้นสามารถช่วยคลายเครียดได้ และนอกจากจะใช้ดื่มแล้ว กาแฟยังสามารถบำบัดโรคภัยไข้เจ็บบางชนิด และยังสามารถนำไปทำอะไรได้อีกตั้งมากมาย ตราบเท่าที่สมองของมนุษย์จะคิดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาหนึ่งที่ยังไม่กลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ผมเคยยกหูโทรศัพท์ข้ามน้ำข้ามทะเลครึ่งโลกไปถามคนในอดีตบางคนว่าชอบดื่มกาแฟอะไร เธอบอกว่าเธอชื่นชอบลาเต้เป็นชีวิตจิตใจ แล้วถามผมต่อว่ามีอะไร เป็นอะไรมากหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปล่าไม่มีอะไร แค่อยากรู้เฉยๆ คือคำตอบในตอนนั้นที่ผมบอกกับเธอแบบขอไปที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่ำคืนนั้นบทสนทนาของเราสองคนจบลงด้วยคำว่า แค่นี้ละกัน ไม่มีอะไร มีเพียงเสียงตัดสายของเธอเข้ามาแทนที่ ในช่วงเวลาที่ไออุ่นจากแก้วกาแฟบนโต๊ะหนังสือของผมลอยหายไปในอากาศ พร้อมกับคำบางคำที่ค้างคาอยู่ในความรู้สึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงจะจริงอย่างที่ว่า เราอาจเอากาแฟไปทำอะไรได้อีกตั้งมากมาย ตราบเท่าที่สมองของมนุษย์จะคิดได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งข้ออ้างในยามว่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อคิดถึงใครสักคน…&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-117551398507221136?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/117551398507221136/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=117551398507221136&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/117551398507221136'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/117551398507221136'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/04/blog-post.html' title='อารมณ์กาแฟ'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-117488503104437385</id><published>2007-03-26T12:52:00.000+07:00</published><updated>2007-03-26T13:14:33.990+07:00</updated><title type='text'>คอนโด</title><content type='html'>คอนโด-วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่ประตูรถไฟฟ้า BTS เปิดออก ขบวนมนุษย์เงินเดือนก็กรูกันออกจากตู้โบกี้ จุดหมายแรกของทุกๆ เช้าอยู่ที่ช่องทางออกชั้นล่างเป็นอันดับแรกของชีวิตการทำงาน แม้จะรู้ว่าถึงจะรีบขนาดไหนท้ายที่สุดก็ต้องยืนรอคิวอยู่ดีก็ตาม แต่ไม่วายทุกคนก็ยังแย่งกันเป็นที่หนึ่งเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตในกรุงเทพมีอะไรให้ต่อสู้กันมากมายแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นที่หนึ่งจะสบายกว่าที่สองสาม สี่ ห้า หก ฯลฯ ผมเป็นหนึ่งในขบวนมนุษย์เงินเดือนที่กรูออกมาจากตู้โบกี้ แต่มักจะเลือกแวะร้านหนังสือ   ฟาสเตอร์บุ๊คบนรถไฟฟ้าเป็นจุดหมายแรกของทุกๆ เช้าก่อนเสมอ ผมมักจะยืนดูหนังสือหรือไม่ก็อ่านดวงชะตาของตัวเองจากหนังสือที่บรรดาเพื่อนผู้หญิงฟันธงว่าแม่นนักแม่นหนา ทั้งๆ ที่รู้ว่าคำทำนายที่เขียนไว้ไม่ได้แม่นหรือเป็นดวงชะตาของเราแต่เพียงผู้เดียว แต่การได้รู้อนาคตจากความไม่แน่นอนบ้างก่อนทำงาน ก็ช่วยให้ชีวิตมีรสชาติดีขึ้นระดับหนึ่ง และถ้าวันไหนหนังสือในดวงใจออกก็จะซื้อติดมือกลับไปอ่านที่บ้าน ก่อนจะเดินไปเสียบบัตรรถไฟฟ้าที่ประตูทางออกเพื่อเดินไปทำงานที่ออฟฟิศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออฟฟิศที่ผมทำงานอาศัยใบบุญหาอาหารให้ปากท้อง จัดว่าอยู่ในย่านที่พอจะเรียกเต็มปากเต็มคำได้ว่าในเมือง (วัดเอาจากบรรดาห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่รายล้อมและรถไฟฟ้า BTS) ทุกครั้งที่เดินออกจากประตูรถไฟฟ้าตรงสถานีที่อยู่ใกล้ๆ กับออฟฟิศที่ทำงานอยู่ จึงมักจะมีคนมายืนแจกโบชัวร์อยู่หน้าทางออกเสมอ&lt;br /&gt;บางวันเป็นโบชัวร์ประกันชีวิต บ้างเป็นโปรโมชั่นมือถือ หรือไม่ก็คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ก็ว่ากันไปตามแต่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการฯลฯ แต่ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งเอื้ออำนวยความสะดวกของชีวิตคนในกรุงเทพแทบทั้งสิ้น และที่ดูจะได้รับความสนใจมากที่สุดในชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้นคอนโด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า ชีวิตคนกรุงเทพนั้นตอนนี้ไม่ต้องการอะไรมากกว่าความสะดวกสบายและการหลีกหนีรถติด ยิ่งวัยทำงานวัยสร้างตัวแล้วด้วยละก็ การมีคอนโดสักหลังอยู่ในย่านเมืองนั้นคือสวรรค์น้อยๆ เลยทีเดียว และแน่นอนว่าในฐานะของขาประจำรถไฟฟ้า BTS ผู้ร่วมสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงจากสองข้างทางเส้นทางเดินรถไฟฟ้า สิ่งหนึ่งนอกจากสังคมเมืองที่ผมเห็นว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดจากสองข้างทาง คือคอนโดที่เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาบไปทั้งสองข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองใหม่ ความสุขพร้อมอยู่ในทุกองศา พร้อมสรรพด้วยสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนสุขภาพลอยฟ้า ลานวิ่งจ๊อกกิ้ง และสวนดอกไม้นานาพันธุ์ สิ่งเหล่านี้คือคำโปรยบนโบชัวร์คอนโด สวรรค์ของคนในเมืองที่นักธุรกิจหัวใสพยายามปลอบปะโลมให้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ จนทำให้เกิดกรณีศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับคอนโด นักวิจัยคอนโดคนหนึ่งพูดถึงคอนโดในรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งว่า ความต้องการที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลังของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพดิ่งวูบลงอย่าน่ากลัว และผันเปลี่ยนมาเป็นคอนโดสักหลังที่อยู่ในย่านเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                ส่วนสาเหตุที่ตลาดคอนโดและความต้องการคอนโดมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น เนื่องมาจากบ้านเดี่ยวหรือบ้านจัดสรรมีราคาแพงขึ้นจนแทบจะกลายเป็นเรื่องลำบากของคนระดับชั้นกลางที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะราคาบ้านที่พอจะซื้อได้มักจะไปสร้างกันอยู่แถวชานเมืองเสียส่วนใหญ่ และถ้าตัดสินใจซื้อบ้านอยู่ชานเมืองก็ต้องซื้อรถ พอซื้อรถก็ต้องมีรายจ่ายเรื่องน้ำมันเข้ามา ประกอบกับราคาคอนโดที่ไม่ต่างกันเท่าไรกับราคาบ้าน และพื้นที่ที่อยู่ใกล้เมืองมากกว่า เงินที่จะเอาไปผ่อนรถผ่อนบ้านและจ่ายค่าน้ำมันนั้นก็เอามาผ่อนคอนโดดีกว่าเห็นๆ จนมาถึงช่วงสุดท้ายของรายการที่นักวิจัยสรุปสาเหตุสำคัญที่ฟังแล้วก็ต้องเห็นด้วยคล้อยตามว่า สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ทำเลที่อยู่ใกล้เมืองก็ไม่ทำให้ราคาขายของคอนโดตกลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ผมมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพเพราะเหตุผลทางด้านการศึกษาบ้านของเพื่อนทำธุรกิจส่งออกเกี่ยวกับผลไม้ คนในครอบครัวส่วนใหญ่จึงต้องช่วยธุรกิจครอบครัวอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด แต่พอสิ้นสุดหน้าที่ทางการศึกษา เพื่อนคนนี้เลือกที่จะทำงานที่บ้านแต่ตัวยังอยู่ในกรุงเทพ และมีรถยนต์ที่ที่บ้านซื้อไว้ให้ใช้สอยยามต้องเดินทาง เธอเลือกที่จะซื้อคอนโดแห่งหนึ่งที่อยู่ในย่านเมืองและอยู่ติดรถไฟฟ้า รวมไปถึงสถานที่ท่องราตรีที่ระดับเด็กแว๊นคงได้แต่ยืนมองอยู่หน้าประตู &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองใหม่ ความสุขพร้อมอยู่ในทุกองศา พร้อมสรรพด้วยสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนสุขภาพลอยฟ้า ลานวิ่งจ๊อกกิ้ง และสวนดอกไม้นานาพันธุ์ สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบชีวิตที่รายล้อมรอบตัวเธอ แต่วันดีคืนดีเธอก็มักจะขับรถไปตระเวนหาซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งกินอยู่เสมอ เสียค่าน้ำมันแค่ไหนไม่รู้ ขอแค่ให้ได้หมูปิ้ง 5 ไม้ กับข้าวเหนียว 1 ห่อติดมือกลับมาก็ถือว่าคุ้ม เธอบอกผมว่านอกจากจะนั่งคุยกับคนรักที่อยู่ต่างประเทศที่เธอยังไม่เคยเจอตัวจริงผ่านโปรแกรมแชทแล้ว นี่คือการผ่อนคลายจากการทำงานของเธออย่างหนึ่งหลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้กับที่บ้านอยู่ในคอนโด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                ในฐานะมนุษย์เงินเดือนตัวน้อยๆ คนหนึ่ง พินิจวิเคราะห์เงินเดือนของตัวเองบนสมมติฐานที่เข้าข้างตัวเองสุดๆ ดูแล้วก็แทบจะไม่มีความเป็นไปได้ ที่จะมีสวรรค์น้อยๆ อยู่ในเมืองอย่างเพื่อนคนนี้ แค่คิดว่าพรุ่งนี้ตื่นมาจะนั่งรถไฟฟ้าไปจองคอนโดสักหลังก็คล้ายกับการยืนอยู่ชั้นล่างแล้วตะโกนบอกรักหญิงสาวที่ตัวเองรักที่ยืนอยู่บนชั้น 27 และแน่นอนว่าความรักนั้นคงถูกลมพัดปลิวฟุ้งหายไปก่อนจะถึงเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลำพังค่ารถเมล์ยังจะลำบาก โบชัวร์คอนโดที่เคยเก็บไว้ตรงไหนก็เลยยังวางอยู่ตรงนั้นไม่เคยขยับ ก่อนจะเดินออกมาปิดประตูห้องเช่า ปั่นไอ้ดอกไม้ออกไปหน้าปากซอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งมากิน…&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-117488503104437385?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/117488503104437385/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=117488503104437385&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/117488503104437385'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/117488503104437385'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/03/blog-post_26.html' title='คอนโด'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-117377494127866283</id><published>2007-03-13T16:31:00.000+07:00</published><updated>2007-03-13T17:04:08.896+07:00</updated><title type='text'>บันทึกจังหวะชีวิต</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4408/3702/1600/61288/PICT2635.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4408/3702/320/368510/PICT2635.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ชีวิตตอนกลางคืนของผมเหมือนฉายหนังม้วนเก่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มจากปิดคอมฯ ที่ออฟฟิศแล้วเดินผ่านซอยคาวบอยมาขึ้นรถไฟฟ้า พอถึงช่องขายตั๋วโดยสารก็แลกเหรียญ 40 บาท จุดหมายคือสถานีปลายทางหมอชิต เมื่อเอามือรับบัตรที่เครื่องขายบัตรอัตโนมัติหลังจากที่หย่อนเหรียญไปจนครบ 4 เหรียญแล้ว ก็พาตัวเองไปให้บันไดเลื่อนพาเดินขึ้นไปรอรถไฟฟ้าที่ชั้นสองของชานชะลา (ที่ไม่เคยจะได้นั่งแถมต้องเบียดกันตอนเดินเข้าไปในโบกี้อีกต่างหาก) ถ้าไม่ได้นั่งจริงๆ เข้าไปถึงก็จะเดินไปยืนที่ประจำตรงริมหน้าต่างประตูตลอด ไม่ว่าจะขบวนไหนๆ ผมก็มักจะยืนอยู่แถวริมหน้าต่างประตูเสมอ นานๆ ถึงจะหันไปดูจอโทรทัศน์ในตู้โบกี้ และพอถึงหมอชิต ผมก็มักจะเป็นคนท้ายๆ ที่เดินออกจากตู้โบกี้&lt;br /&gt;ภาพที่เห็นจนชินตาจึงเป็นภาพฝูงชนแย่งกันออกจากตู้โดยสารหรือไม่ก็การลุกขึ้นไปยืนอออยู่หน้าประตูตั้งแต่รถไฟฟ้ายังไม่จอด พอประตูเปิดผู้โดยสารก็เบียดเสียดกันออกไปเหลือไว้เพียงความว่างเปล่า จนพี่ยามเดินเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยนั่นแหละ ผมถึงค่อยก้าวเดินออกจากโบกี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงการฆ่าเวลาระหว่างเดินทางในกรุงเทพ เมื่อก่อนผมเคยอาศัยวิธีควักมือถือโทรหาใครสักคน แต่ยิ่งโตขึ้นกลับยิ่งรู้สึกว่าอยากอยู่คนเดียว และใช้เวลาทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้นทุกวัน เพราะเร็วๆ นี้ผมกำลังจะแต่งงาน และเมียของผมก็ท้องได้สามเดือนแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่! ผมกำลังจะมีลูก ผมกำลังจะหมดสิ้นแล้วซึ่งอิสรภาพ ผมไม่มีทางเลือกและต้องเดินเข้าวงจรของหัวหน้าครอบครัว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่สามารถเดินทางเพียงลำพัง ไม่มีเวลานอนอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม หรือไปดูงานศิลปะตามแกลเลอรี่ต่างๆ ได้อีก เพราะในฐานะของชายอกสามศอกผมไม่ควรปล่อยให้คนในครอบครัวต้องพบกับความลำบากและเผชิญกับการถูกทอดทิ้ง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นโสด ไม่มีเมีย ไม่มีลูก ไม่มีแฟน และผมก็มีอิสรภาพมากมาย แต่กลับเลือกขังตัวเองเงียบๆ อยู่กับอดีตบางอย่าง บางอย่างที่พอจะทำให้ผมรีบผลักความรู้สึกนั้นออกไป หากว่าเธอคนนั้นก้าวล้ำเส้นวงที่ผมเรียกว่า เพื่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอลงจากสถานีหมอชิต ผมจะต้องเดินไปขึ้นรถตู้ต่อกลับบ้านอีกที ถ้าใครเคยผ่านไปแถวย่านจตุจักรจนไปถึงย่านเกษตรคงจะรู้ดีว่า นรกที่เกิดจากรถติดนั้นเป็นยังไง และทรมานแค่ไหน ผมเกลียดการนั่งติดแหงกอยู่บนรถตู้นานนับชั่วโมงโดยที่ล้อรถตู้ไม่ได้ขยับไปไหนไกล ผมเกลียดช่วงเวลานี้ที่สุดของกรุงเทพ แม้ว่าจะเตรียมแผนรับมือมาด้วยการพกหนังสือมาอ่าน แต่พี่คนขับก็มักจะมีใจรักประเทศชาติร่วมรณรงค์ประหยัดไฟขึ้นมากะทันหันปิดไฟในรถทุกที ได้แต่อาศัยไฟจากเสาไฟฟ้าที่รถวิ่งผ่านในการอ่านอยู่เสมอ หรือไม่ก็ต้องอาศัยวิธีหลับในรถตู้ฆ่าเวลา ก่อนที่จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาทุกครั้งที่จะถึงจุดหมายปลายทางย่านสะพานใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่ลงจากรถตู้ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่มักจะสร้างขึ้นมาเองเสมอคือ หาซื้อน้ำผลไม้อะไรก็ได้สักขวด (ที่พักนี้กินแต่น้ำลูกสำรองจนแม่เตือนว่าไม่ค่อยสะอาดจึงเลิกกิน) แล้วก็เดินข้ามสะพานลอยที่คนแก่เห็นแล้วต้องน้ำตาไหลกันทุกคนไปอีกฝั่งหนึ่ง ไหนๆ ก็ต้องขึ้นสะพานลอยชันๆ อยู่แล้วเลยอาศัยบันได 19 ขั้นของสะพานลอย เป็นที่ออกกำลังกายด้วยการวิ่งขึ้นไป แต่เจ้ากรรมนายเวรที่ชื่อโน๊ตบุ๊คที่แบกอยู่กลางหลัง กลับทำให้โลกกลมใบนี้มีแรงดึงดูดเพิ่มขึ้น จนต้องไปยืนขาสั่นอยู่บนสะพานลอยด้วยความเหนื่อยเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลงจากสะพานลอยก็จะผ่านร้านวีดีโอ ด้วยนิสัยที่ไม่ใช่คอหนัง ถ้าไม่เต็มที่จริงๆ ก็จะไม่ย่างกายเข้าไปเลยสักนิดเดียว ยิ่งไม่มีหนังที่อยากดูมากเป็นพิเศษร้านวีดีโอก็ไม่ต่างอะไรจากทางผ่าน และวันไหนเกิดคิดถึงมาวิน(ลูกบุญธรรมที่อยู่เดนมาร์กขึ้นมาจับใจ) ผมก็จะเดินไปร้านเน็ตทันที ได้คุยบ้างได้เจอบ้างก็แล้วแต่ตามโชคชะตาและการอนุญาตของแม่เขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนไหนได้คุยได้เจอลูกชาย คืนนั้นจะกลับเข้าบ้านด้วยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แต่พักหลังๆ ก็ได้คุยน้อยลง ทำได้เพียงนั่งมองหน้ามาวินแล้วยิ้มให้ด้วยความคิดถึง แรกเริ่มเดิมทีที่รู้จักกัน ผมไม่เคยคิดว่าจะรู้สึกผูกพันกับมาวินมากเป็นพิเศษ ยิ่งมาวินเรียก “ป๊า” และสะกิดบอกแม่เขาที่เห็นหน้าผมว่า “แม่ นั่นป๊านี่” ผมกลับยิ่งรักมาวินมากขึ้นเป็นพิเศษ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะความสูญเสียบางอย่างที่มาวินต้องเผชิญเหมือนกับผมก็เป็นได้ที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ มาวินทำให้ผมได้รู้ว่าถ้าผมมีลูกขึ้นมาจริงๆ ผมจะรักเขามากแค่ไหน และที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะผมไม่เคยมีโอกาสสัมผัสและได้รับความรู้สึกจากคำว่า พ่อกับลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากคุยกับมาวิน จุดหมายสุดท้ายคือการกลับบ้านทุกครั้ง พร้อมๆ กับไก่ทอดกระเทียมพริกไทยสูตรเด็ดหน้าปากซอยพร้อมข้าวเหนียวที่ผมจะซื้อเอาไว้ตุนยามค่ำคืนระหว่างนั่งเขียนหนังสือเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซื้อไก่เสร็จวันไหนไม่ได้เอาไอ้ดอกไม้มาผมก็จะนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าบ้าน แต่ถ้าวันไหนเอาไอ้ดอกไม้มาก็จะเดินเข้าไปในซอยหาไอ้ดอกไม้ที่ร้านรับฝากรถ บางครั้งป้าเจ้าของร้านมักจะร้องทุกข์แทนดอกไม้อยู่เสมอว่าถ้าเป็นคนหรือเป็นแฟน ดอกไม้คงน้อยใจและทิ้งผมไปแล้วแน่ๆ เหตุเพราะบางครั้งผมเอาดอกไม้มาจอดไว้ที่ร้านของป้า 2-3 วัน ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่ว่าผมลืม แต่บางครั้งกว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ห้าทุ่มกว่าๆ เข้าไปแล้ว และร้านป้าก็ปิดตั้งแต่ห้าทุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่ป้าแกร้องทุกข์แทนไอ้ดอกไม้ ผมจะบอกแกไปเสมอว่า ไม่ทิ้งหรอกป้า อยู่กันจนแก่นั่นแหละ รักจะตาย ตำรวจมาขอซื้อยังไม่ขายเลย แล้วก็ปั่นไอ้ดอกไม้กลับบ้าน พร้อมเบียร์สองขวดยี่ห้อใหม่ที่ยังไม่เคยชิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมชอบช่วงเวลาที่ปั่นไอ้ดอกไม้กลับบ้าน โดยมีลมเย็นๆ ยามค่ำคืนที่โชยมานั่งซ้อนท้าย ยิ่งค่ำคืนไหนที่พระจันทร์เต็มดวงก็จะชอบจินตนาการว่าตัวเองกำลังปั่นไอ้ดอกไม้เดินทางไปเรื่อยๆ จนเสียงแตรรถยนต์ที่บีบไล่ดังขึ้นก็จะหลุดออกมาจากภวังค์นั้นแล้วหลบเข้าข้างทางสุดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอถึงบ้านและเอาไอ้ดอกไม้เข้านอนก็ไขกุญแจเข้าบ้าน (ที่บางวันก็ลืมจนต้องปีนเข้าบ้าน) เปิดประตูได้ก็ยิ้มให้รูปของพี่สาวที่ยืนอยู่อีกโลกหนึ่ง วางเป้ที่สะพายอยู่บนหลังไว้บนโซฟา ถอดถุงเท้าที่ซื้อมายกโหลจากสำเพ็ง ปลดนาฬิกาที่ข้อมือซ้าย ถอดสร้อยหลวงปู่สงฆ์กับกรมหลวงที่แม่ให้ไว้แขวนติดตัวมาตั้งเด็กๆ ยามที่อยู่ห่างสายตา ปลดสร้อยข้อมือหนังที่ใส่ทุกวันของรุ่นน้องคนหนึ่งที่ซื้อให้วางไว้ใกล้นาฬิกา หยิบกระเป๋าตังค์ออกมาจากกางเกงโดยไม่คิดจะเปิดดูว่าเหลือตังค์เท่าไรอยู่ในกระเป๋า เพราะกลัวว่าถ้ามันน้อยเกินไปเดี๋ยวจะทุกข์ขึ้นมาอีก และพอถอดเสื้อได้ก็นั่งลงนิ่งๆ ตรงโซฟามองดูโทรทัศน์ที่ยังไม่ได้ถูกเปิดอยู่นานเท่านาน เห็นเพียงเงาสะท้อนของตัวเองอยู่ในจอแก้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาศัยช่วงเวลานี้นั่งอยู่นิ่งๆ พูดคุยกับตัวเองอยู่เสมอ หลังจากที่วันนี้ทั้งวันต้องเผชิญอะไรมามากมาย South of the border, west of the sun ของ มูราคามิ ที่อยู่ในเป้ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม ไม่มีวี่แววที่จะถูกหยิบขึ้นมาอ่าน หากมีเพียงแต่เรื่องราวของคนในอดีตบางคนที่ยังวิ่งวนอยู่ในความทรงจำ&lt;br /&gt;หยิบผ้าเช็ดตัวได้ก็อาบน้ำ พออาบเสร็จก็กุลีกุจอเดินขึ้นไปบนห้องนอน กองหนังสือข้างที่นอนยังก่ายกองอยู่เหมือนเดิม คืนไหนนอนดิ้นแล้วไปชนเข้า กองหนังสือก็จะทลายลงมาให้ได้รู้สึกตัวตื่นกันกลางค่ำกลางคืนตลอด แต่ก่อนจะล้มตัวลงนอนก็จะต้องหยิบโน๊ตบุ๊คออกมาวางบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงริมหน้าต่าง เปิดเครื่องขึ้นมาอีกครั้ง และทันทีที่เสียงเปียโนจากไฟล์เพลงดังขึ้น นิ้วทั้ง 10 ก็ค่อยๆ ร่ายระบำไปบนเวทีของแป้นพิมพ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฝึกให้เป็นนิสัย แม้ไม่มีปากกาก็ให้ใช้ตาเขียนลงไปบนสมอง” คือถ้อยคำที่ ชาติ กอบจิตติ สอนผม จนเวลาเที่ยงคืนล่วงเลยผ่าน ในช่วงเวลาที่เบียร์ทั้งสองขวดหลอมรวมกับร่างกายกลายเป็นขวดที่ว่างเปล่า ผมลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือมานั่งบนที่นอนมองดูพระจันทร์ตรงหน้าต่าง เปิดไฟจากโคมไฟกระดาษสีม่วง แล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนในช่วงเวลาที่สมองมีแต่เรื่องอะไรมากมายให้ได้ขบคิด&lt;br /&gt;ก่อนที่จะอาศัยช่องว่างของความว้าวุ่นหนีโลกใบนี้ไปอีกค่ำคืน…&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-117377494127866283?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/117377494127866283/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=117377494127866283&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/117377494127866283'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/117377494127866283'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/03/blog-post.html' title='บันทึกจังหวะชีวิต'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-117143741393404212</id><published>2007-02-14T14:06:00.000+07:00</published><updated>2007-02-14T14:16:53.963+07:00</updated><title type='text'>เรื่องของนกกระจอกกับความทรงจำบางอย่าง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4408/3702/1600/436859/images.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/4408/3702/320/260301/images.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; บ่ายวันหนึ่งของวันศุกร์ที่เงียบเชียบ ทันทีที่เปิดประตูเข้าบ้าน นกกระจอกตัวหนึ่งก็บินเฉี่ยวหัวไปเกาะอยู่บนตู้เสื้อผ้า พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เจ้านกกระจอกตัวเดิมก็บินไปบินมาอีกรอบแล้ววกบินขึ้นไปบนชั้นสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อห้าวันที่แล้ว ตอนนั้นผมไม่ได้ใส่ใจกับนกตัวที่บินเข้ามามากนักเพราะคิดว่าเดี๋ยวมันก็คงบินออกไปเองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาและนกตัวนั้นก็เงียบหายไป วันนี้พอเปิดประตูเจอนกบินอยู่ในบ้าน ผมจึงไม่รู้สึกตกใจมากนัก พอคิดได้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่จะมีนกมาบินอยู่ในบ้านจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูตามช่องลมในครัว ประกอบกับเศษฟางที่ตกอยู่ข้างๆ หน้าต่างบานประจำที่ใช้ปีนเข้าบ้านเวลาลืมกุญแจ ถึงได้รู้ว่าบนช่องลมที่เคยมีแต่หยากไย่ ตอนนี้ได้มีรังนกเล็กๆ ของเจ้านกกระจอกแอบอิงอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                ถ้าจะนับเวลากันแบบจริงจังปีนี้ก็ก้าวสู่ปีที่ 6 แล้วที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพ ยิ่งอยู่กรุงเทพนานวันเข้า การกลับบ้านมาแล้วเปิดประตูเพื่อพบเจอความว่างเปล่าที่นั่งรออยู่ กับกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวันจนเหมือนภาพชินตาภาพหนึ่ง และถ้าจะมีใครสักคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาว่า ชีวิตนี้ผมไม่ชอบอะไรบ้าง แน่นอนว่าการเปิดประตูบ้านมาแล้วไม่เจอใคร จะเป็นคำตอบแรกๆ ที่ผมพูดขึ้นมาเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ผมไม่ชอบการอยู่หอ พอๆ กับไม่ชอบเวลาที่มีใครถามว่าทำไมผมถึงไม่เคยไปเชียงใหม่ จนเพื่อนบางคนล้อว่าสองสิ่งนี้คืออุดมการณ์ของตัวผมกันเลยทีเดียว พอลองหาคำตอบจากตัวเองเข้าจริงๆ ถึงได้รู้ว่า ผมมีความสุขกับการนอนนิ่งๆ อ่านหนังสือ ฟังเพลงอยู่ในบ้าน นั่งดูนกที่บินมาเกาะหลังคาบ้านข้างๆ ได้ทั้งวัน มากกว่าการไปเดินตามห้างสรรพสินค้าในวันเสาร์อาทิตย์เหมือนคนอื่นๆ แต่ก็มีเงื่อนไขนิดหนึ่งว่า ถ้าในบ้านจะมีใครอยู่เป็นเพื่อนด้วยก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              พอต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพ พี่สาวที่ล่วงหน้ามาใช้ชีวิตอยู่ก่อนนั้นไม่เคยมีปัญหาเรื่องการอยู่หอ จะมีก็ผมเพียงคนเดียวที่รู้สึกอึดอัดเสมอ และนานวันเข้าข้าวของของใช้ของเราสองคนก็มากเสียจนห้องๆ หนึ่งอย่างหอพักจะเก็บไว้ได้ วันหนึ่งเราสองคนจึงตัดสินใจออกมาเช่าบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้และบรรดาฝูงนก ย่านสะพานใหม่เป็นที่ซุกหัวนอนจวบจนมาถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              บ้านไม้ที่เราสองคนเช่าอยู่เป็นบ้านหลังเล็กๆ สองชั้นสีเขียว ครึ่งบนเป็นไม้ครึ่งล่างเป็นปูน มีห้องนอนอยู่สองห้อง ห้องครัวแล้วก็ห้องน้ำ แล้วก็บันไดขึ้นชั้นสองที่ชันมากจนสามารถตกเอาได้ง่ายๆ และแน่นอนว่าผมก็เคยตกมาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              สมัยเรียนมหาลัยจำได้ว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พอถึงเวลากลับบ้านทีไร ผมมักจะหาเรื่องยื้อเวลากลับบ้านเอาไว้ให้นานที่สุดเสมอ เพื่อนคนไหนที่อยู่ดึกได้ผมก็จะอยู่กับเพื่อนคนนั้น หรือไม่ก็ไปนั่งเล่นที่หอเพื่อน เตะบอลบ้าง เล่นเกมบ้าง พยายามหาอะไรทำถ่วงเวลากลับบ้านไว้ตลอด และพอพี่สาวกลับถึงบ้านนั่นแหละถึงจะกลับ แต่ก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่บางวันก็มีนกบินอยู่ในบ้านไม่ให้รู้สึกเดียวดายเพียงลำพังเวลาที่เปิดประตูมาพบเจอความว่างเปล่าอย่างเช่นวันนี้&lt;br /&gt;หลังจากบินหายขึ้นไปบนชั้นสอง เจ้านกกระจอกตัวเดิมก็เลือกที่จะบินเข้าไปในห้องของผม คาดคะเนดูแล้วคงเป็นเพราะจำนวนหน้าต่างทั้งสองด้านของห้องที่มีมุ้งลวดกั้น จนดูลวงตาว่าสามารถบินออกไปข้างนอกได้ และทันทีที่เดินเข้าไปในห้อง ภาพนกกระจอกบินชนมุ้งลวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เห็นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ผมเลยเดินเข้าไปเปิดมุ้งลวดให้เจ้านกกระจอกบินออกไป แต่เจ้านกกระจอกก็บินไปหลบหลังชั้นหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              คิดเอาเองเล่นๆ ว่ามันคงตกใจ คิดว่าผมจะจับมันแน่ๆ เลยเดินออกมาจากห้องไปยืนดูรังของมันเพราะชักเริ่มสงสัยแล้วว่า ในรังจะมีลูกๆ ของมันอยู่หรือเปล่า ลองเงี่ยหูฟังดีๆ ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              เวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที ผมเดินขึ้นไปดูบนห้องอีกครั้งก็ไม่เห็นเจ้านกกระจอกอยู่ที่ชั้นหนังสือ คิดว่าป่านนี้มันคงบินไปไหนต่อไหนแล้วก็ได้ แต่พอลองมองดูดีๆ ที่ไหนได้มันกลับบินไปเกาะอยู่อีกด้านหนึ่งของมุ้งลวดแทน หันมองหน้าต่างอีกบานที่ยังไม่ได้เปิดมุ้งลวดก็เห็นรังนกที่ซื้อมาจากอัมพวาแขวนอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              ผมซื้อรังนกรังนี้มาแขวนไว้ให้นกที่บินไปบินมาแถวบ้านอาศัยอยู่ ตั้งใจว่าพอตื่นเช้าขึ้นมานั่งเขียนหนังสือ จิบชาร้อนๆ สักแก้วก็จะได้เห็นพ่อนกกับแม่นกบินมาป้อนอาหารลูกนกถึงหลังห้อง แต่รังนกที่ซื้อมา กลับนิ่งสงบ จะขยับตัวบ้างก็เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่สายลมพัดผ่านมา ไม่ต่างอะไรกับบ้านที่ซื้อไว้แต่ไม่มีคนอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              ครั้งหนึ่งรุ่นพี่คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า นกตัวเมียบางชนิดจะเลือกคู่จากการสร้างรังของนกตัวผู้ ยิ่งตัวผู้สร้างรังได้สวย นกตัวเมียก็ยิ่งจะพิจารณาเป็นพิเศษ ฟังไปคล้ายๆ หลักการพิจารณาผู้ชายของผู้หญิงหลายๆ คนมิใช่น้อยที่นิยมชมชอบผู้ชายที่เอาเงินมาซื้อบ้านก่อนซื้อรถ บางทีรังนกสำเร็จรูปที่ผมซื้อมาแขวนไว้จึงอาจไม่ใช่เรื่องประทับใจของนกตัวเมียแถวบ้านก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              หลังจากยืนดูพฤติกรรมของเจ้านกกระจอกตัวเดิมอยู่นานจนฟันธงแล้วว่า ถ้าไม่ไล่หรือทำการกดดันอะไรสักอย่าง เจ้านกกระจอกก็ยังคงแอบอยู่หลังชั้นหนังสือแน่ๆ และถ้าเปิดมุ้งลวดไว้นานกว่านี้ บรรดาแขกไม่ได้รับเชิญอย่างยุงก็พาจะแห่กันมาเยี่ยมและคืนนี้คงจัดปาร์ตี้กันอย่างสำราญ ผมเลยเดินเข้าไปที่ชั้นหนังสือเพื่อทำการกดดันเจ้านกกระจอกทันที ใครจะว่าผมใจร้ายก็ยังไม่สำคัญเท่าการถูกยุงหามตอนนอน&lt;br /&gt;ทันทีที่เดินไปขยับหนังสือเอามือปัดๆ เจ้านกกระจอกรีบบินออกมาจากชั้นหนังสือ บินวนไปวนมารอบห้อง พอหลุดออกจากห้องได้ก็บินไปชนกระจกตรงหน้าต่างทางลงบันไดแบบเต็มๆ ร่วงลงมายืนมึนอยู่กับที่พักหนึ่ง ถ้าในบ้านมีแมวอยู่ วินาทีต่อมา ผมรับรองได้เลยว่า เจ้านกกระจอกจะไม่ได้ขยับปีกบินอีกแน่ๆ ผมเลยคิดว่าจะอาศัยช่วงเวลาที่มึนๆ เอามือจับเจ้านกกระจอกไปปล่อยนอกบ้าน แต่ความกลัวเรื่องไข้หวัดนกก็ขึ้นสมองขึ้นมาทันทีจนต้องหยุดคิด เลยยืนรอให้เจ้านกกระจอกหายมึนเสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              พอหายมึนเจ้านกกระจอกก็บินกลับเข้าไปในห้องผมอีกครั้งหนึ่ง แต่มันน่าหวาดเสียวตรงที่ว่า คราวนี้มันบินไปเกาะอยู่บนรูปคู่ของผมกับคนในอดีตบางคนผมรักมากเป็นพิเศษ แม้ปัจจุบันเธออาจจะกลืนผมหายไปกับกาลเวลาแล้วก็ตาม แต่ที่บอกว่าน่าหวาดเสียวก็เพราะว่าถ้ามันตกใจขึ้นมา ตอนที่มันบินหนีอีกครั้งแรงถีบตัวจากความตกใจก็อาจทำให้รูปหล่นลงมาแตกเอาได้ง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              ผมมีรูปที่ถ่ายคู่เธออยู่ใบเดียว ยิ่งคิดถึงช่วงเวลาที่รูปหล่นลงมาแตกจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตลกนัก ผมเลยเดินออกมาจากห้องอีกครั้ง ได้ผล ถึงเจ้านกกระจอกจะยังไม่บินออกไปทางหน้าต่างแต่มันก็ค่อยๆ กระโดดเบาๆ ลงมาจากรูป บินไปซ่อนตัวอยู่ในกองหนังสือแทน&lt;br /&gt;ผมตัดสินใจรื้อกองหนังสืออีกครั้งแม้จะรู้ว่าหลังจากรื้อแล้วคงต้องนั่งเก็บเองคนเดียวอีกพักหนึ่ง เจ้านกกระจอกซอกแซกไปตามช่องว่างของหนังสือที่วางพาดกันแต่ละเล่ม ลองนึกสภาพผู้ชายคนหนึ่งไม่มีแฟนทำงานหาเช้ากินค่ำ กลับมาบ้านไม่เจอใคร แล้วยังต้องมาไล่จับนกในบ้านจนเหงื่อแตกท่วมตัว ชั่วโมงนี้ใครจะว่าผมบ้าที่พูดอยู่กับนกคนเดียว ผมก็ไม่สนใจทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             “ตกลงจะเอาไงเนี่ยจะออกไม่ออก เหนื่อยแล้วนะ เดี๋ยวจับขังกรงเลย ดีมั๊ย” ผมเริ่มสวมบทโหดพลางนึกถึงคำพูดของแม่ตอนเด็กๆ ที่ชอบพูดกับผมเวลาเจอสัตว์เสมอว่า&lt;br /&gt;             “อย่าไปทำมันลูก สงสารมัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;             ผมค่อยๆ หยิบหนังสือออกที่ละเล่ม พอเอามือยกหนังสือเล่มที่เห็นและมั่นใจว่ามันเข้าไปหลบอยู่ก็ต้องสะดุ้งตกใจ ร้องเฮ้ย ! ออกมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อเห็นนกกระจอกนอนตายหงายท้องแน่นิ่งอยู่กับที่ นึกในใจ นี่มันจะโง่ขนาดวิ่งหนีเข้าไปชนผนังบ้านจนตายเลยเหรอ หรือว่ามันจะกระจอกสมชื่อจริงๆ&lt;br /&gt;หลังจากยืนชันสูตรศพเจ้านกกระจอกอยู่พักหนึ่ง ผมตัดสินใจหยิบร่างไร้วิญาณนั้นขึ้นมา พอพลิกดูอีกด้านหนึ่งของตัวนกก็เห็นซากหนอนที่แห้งตายคาตัวนก ถึงได้รู้ว่านกตัวนี้คงตายมาได้สักพักหนึ่งใหญ่ๆ  หลายวันก่อนหน้านี้ที่ได้กลิ่นเหม็นตุๆ ในห้องแล้วนึกว่าเป็นกลิ่นหนูตายจึงเป็นเรื่องที่คิดผิดไปถนัด&lt;br /&gt;ผมนึกถึงช่วงเวลาที่สะพายกระเป๋าใส่ความหวังของแม่เดินออกมาจากบ้าน โดยไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นจะตายยังไง เมื่อไปเดินป่าแล้วหลงอยู่ในป่า 2 วัน แต่โชคดีที่สุดท้ายก็รอดกลับออกมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ผมเอาซากนกกระจอกตัวที่ตายไปทิ้ง กลับมามองหาเจ้านกกระจอกอีกตัวที่หลบอยู่ในกองหนังสือก็ยิ่งมั่นใจว่า ถ้าไม่เอามันออกมาจากกองหนังสือ อีกไม่เกิน 3-4 วัน คงได้กลิ่นเหม็นอีกแน่ๆ แต่ยิ่งรื้อเท่าไรก็ยิ่งหาไม่เจอ เหงื่อที่ชุ่มเหงื่อเพราะอากาศที่ร้อนก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ผมหาเจ้านกกระจอกจนเกือบจะถอดใจสวมวิญาณซาตานอีกครั้ง คิดในใจปล่อยให้เจ้านกกระจอกหลงอยู่ในกองหนังสือแล้วเป็นศพไปเลย หลังจากนั้น 2-3 วัน ค่อยมาหาซากศพอีกทีเลยดีมั๊ย แต่พอนึกถึงรังนกเล็กๆ ของเจ้านกกระจอกที่อยู่ตรงช่องลมก็ตัดสินใจหาตัวเจ้านกกระจอกต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;           หากต้องออกจากบ้านมาแล้วหลงอยู่ในโลกภายนอกจวบจนตัวตายไปโดยไม่ได้หวนคืนกลับบ้าน มันคงเป็นความเศร้าอย่างหนึ่งที่โหดร้ายสำหรับคนที่รอคอยมากเลยทีเดียว  หลังจากพยายามหาทุกซอกทุกมุม ในที่สุดก็เจอเจ้านกกระจอกยืนหลบอยู่ในมุมๆ หนึ่งโดยเอาหน้าซุกปีกของตัวเองไว้ แต่พอมันเห็นว่าทางข้างหน้าเปิดกว้างมันก็บินเข้าไปอยู่ในตัวกีตาร์โปร่งที่วางอยู่ใกล้ๆ ทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;           ผมถอนหายใจออกมาเพราะคิดว่าคงเหนื่อยน้อยลง เดินไปหยิบกีตาร์โปร่งออกไปวางบนหลังคาข้างบ้านใกล้ๆ กับหน้าต่างบานที่เปิดมุ้งลวดไว้ แต่เจ้านกกระจอกก็ยังหลบนิ่งอยู่ในตัวกีตาร์โปร่ง จะล้วงมือเข้าไปจับก็ใช่ที่ เผลอๆ จะโดนจิกเอาอีก หลังจากปิดมุ้งลวดก็ยืนมองเจ้านกกระจอกที่หลบอยู่ในกีตาร์โปร่ง คิดถึงเพลง Home ของ Michael Buble ที่เพื่อนคนหนึ่งเคยส่งมาให้ฟังจนน้ำตาซึมอยู่บ่อยๆ ยามคิดถึงบ้านที่ต่างจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;           หยิบโทรศัพท์มาโทรหาแม่ เล่าเรื่องนกกระจอกที่บินอยู่ในบ้านให้แม่ฟัง คำแรกที่แม่ถามคือคำว่า “ช่วยนกได้หรือยังลูก แล้วเมื่อไรจะกลับบ้าน” ชะเง้อมองดูกีตาร์โปร่งที่วางอยู่บนหลังคา ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถามแม่ ก็เห็นเจ้านกกระจอกกระโดดขึ้นมาเกาะบนตัวกีตาร์โปร่ง พอหันมองซ้ายมองขวาจนหายงง ก็โผบินออกไปไกล โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรจะบินกลับรัง …&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-117143741393404212?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/117143741393404212/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=117143741393404212&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/117143741393404212'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/117143741393404212'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2007/02/blog-post.html' title='เรื่องของนกกระจอกกับความทรงจำบางอย่าง'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-116258370721015072</id><published>2006-11-04T02:52:00.000+07:00</published><updated>2006-11-06T19:18:53.776+07:00</updated><title type='text'>แม่ และถุงเงิน</title><content type='html'>แม่ และถุงเงิน-วิภพ ล้อมเขต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนคนหนึ่งโทรมาถามผมว่ารู้จักหมาพันธุ์สปิชไหม มันอยากจะซื้อให้แฟนเพราะแฟนอยากได้ ผมบอกมันว่า รู้จักและก็รู้จักดีมากว่าหน้าตาหมาพันธุ์สปิชเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับไป 5 ปี ข่าวรถทัวร์กรุงเทพ-ชุมพรพลิกคว่ำ ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข็มนาฬิกายังคงทำหน้าที่ของมันในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผมรอแม่กลับมา แม่ไปกรุงเทพเมื่อสามวันที่แล้ว และบอกว่าอีกสามวันจะกลับ ถ้ายังไม่หลับรอเปิดประตูให้แม่ด้วย ผมรับปากแม่ถึงแม้แม่จะไม่บอกผมก็รอแม่อยู่ดี เพราะเรามีกันอยู่แค่สามคนถ้านับรวมพี่สาวที่ไปอยู่กรุงเทพ และนั่นก็คือเหตุผลหลักๆ ที่แม่ไปกรุงเทพคราวนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ช้าจังเลย" ผมพูดกับตัวเองออกมาด้วยความเป็นห่วงแม่ที่เลยเวลากลับบ้านมานานพอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สักพักความเงียบในค่ำคืนนี้ก็ทำให้ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามา ผมจึงรีบเดินไปเปิดประตูเพราะคิดว่าเป็นแม่ แต่กับกลายเป็นเพื่อนของแม่ที่มาดูว่าแม่กลับมาหรือยัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ถ้าแม่มาก็บอกว่าน้ามาหาแล้วกัน" เพื่อนของแม่เดินกลับไปแล้วแต่ความกังวลของผมยังคงอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเงียบยังคงอยู่พร้อมๆ กับการรอคอย แต่ทุกอย่างก็คลี่คลายเมื่อมีใครสักคนหนึ่งมาเคาะประตู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่! ผมอุทานในใจ แล้ววิ่งไปเปิดประตู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ว่าไง แม่ว่าแล้วว่าลูกยังไม่นอน"&lt;br /&gt;แม่กลับมาในสภาพมือข้างหนึ่งถือกระเป๋าใบใหญ่ และมืออีกข้างหนึ่งอุ้มลังใบเล็กๆ&lt;br /&gt;"รถทัวร์คว่ำนี่แม่ ลูกก็นึกว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า"&lt;br /&gt;"ใช่ รถติดมากเลย แม่เลยมาถึงบ้านช้า แต่โชคดีนะไม่ใช่คันที่แม่นั่งมา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สิ่งที่ทำให้ผมดีใจพอๆ กับการได้เจอแม่คือเสียงลูกหมาที่ปีนขอบกล่องที่แม่อุ้มขึ้นมามองผมและเห่า แม่บอกว่าแม่แปลกใจมากเพราะตลอดทางที่กลับมาไม่ได้ยินเสียงเห่าสักนิดเดียว แต่ตอนนี้มันทั้งเห่าและกระดิกหาง และตะกุยลังเพื่อที่จะปีนออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอุ้มมันขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม&lt;br /&gt;"ไหนแม่บอกจะไม่เลี้ยงหมาแล้วไง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งแม่เคยพูดกับผมไว้เป็นข้อตกลงว่านอกจาก(ไอ้)ดี้แล้ว บ้านเราจะไม่เลี้ยงหมาอีก แต่คราวนี้กับเหมือนคำสัญญานั้นถูกยกเลิกไปอย่างง่ายดาย คืนนั้นทั้งคืนผมไม่ได้นอนเพราะลุกหมาตัวนั้นจะคอยงับหูผมทุกครั้งที่ผมหลับตาแล้วนอนนิ่งๆ แต่สุดท้ายมันคงซนจนเหนื่อยเลยค่อยๆ เดินมาซุกตัวลงนอนข้างๆ ผมแล้วหลับไป ลุกหมาตัวเล็กๆ บางครั้งก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนเช้าแม่บอกผมว่าแม่จะตั้งชื่อให้มันว่าถุงเงินพร้อมๆ กับถามผมว่าคิดหรือยังว่าจะตั้งชื่อว่าอะไร&lt;br /&gt;"ถุงเงินก็ได้นะแม่ เวลาเรียกจะได้เหมือนเรียกเงินเข้าบ้าน" ผมพูดติดตลกไปพร้อมๆ กับเสียงหัวเราะของแม่ แล้วหันไปเรียกถุงเงิน&lt;br /&gt;"ถุงเงิน" ถุงเงินกระดิกหาง ลุกขึ้นจากที่นอนอยู่วิ่งเข้ามาหาผมเหมือนจะรู้ตัวว่าตัวเองชื่อนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถุงเงินเป็นหมาพันธุ์สปิช เพศเมีย ตัวเล็กๆ ใจดีเป็นที่หนึ่ง ผมเคยเห็นถุงเงินเอาขาเขี่ยแมลงสาบที่นอนหงายท้องให้พลิกตัวกลับมาได้แล้วไม่ได้ไล่ตะครุบเหมือนหมาตัวอื่นๆ หรือไม่เวลาที่ถุงเงินทำอะไรผิดแล้วผมเงื้อมือจะตี ถุงเงินก็จะนอนหงายท้องทำท่าเหมือนยอมแพ้ตลอด แม้จะใช้ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่ผมก็มักจะใจอ่อนตีไม่ลงเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่ถุงเงินมาอยู่ที่บ้านกับพวกเรา ตลอดเวลาถุงเงินเปรียบเสมือนเงาตามตัวผมเสมอ เวลาผมไปไหนมาไหนถ้าไม่ไกลบ้านนักถุงเงินเป็นจะต้องเดินตามผมเสมอ วันไหนถ้าไม่เห็นถุงเงินก็จะเป็นอันรู้กันว่าวันนั้นผมหนีถุงเงินมาเพราะกลัวถุงเงินจะถูกรถชน ไม่ใช่ว่าเพราะรำคาญถุงเงิน แต่น้อยครั้งเหลือเกินที่ผมจะหนีถุงเงินได้และทุกครั้งต้องจบด้วยการอุ้มถุงเงินเดินอยู่ข้างถนนเสมอ เพราะถุงเงินจะใช้วิธีดมกลิ่นแล้วตามหาผมเจอในที่สุด แม้บางครั้งจะต้องแลกกับการถูกดุ แต่ถุงเงินก็จะมีวิธีหลบเลี่ยงด้วยการเดินไปแอบอยู่ข้างหลังแม่เสมอ ยกเว้นก็เวลาที่ผมไปโรงเรียน ถุงเงินจะไม่เดินตามแต่กลับนอนรออยู่หน้าบ้านเพื่อที่จะกระดิกหางแล้ววิ่งมาหาเวลาผมกลับมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันเวลายังคงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเที่ยงตรง ถุงเงินตัวโตขึ้นแต่ก็ไม่ใช่หมาที่ตัวใหญ่อะไรมากนัก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของผมกับแม่ไปอย่างกลมกลืน ทุกครั้งที่แม่ไปตลาด แม่จะชอบซื้อไก่ทอดมาสับให้ถุงเงินกินเสมอ ถุงเงินกินอะไรดีๆ เกินกว่าหมาตัวหนึ่งจะได้กินตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อชีวิตของเด็กมัธยมสิ้นสุด และเหตุผลทางการศึกษาที่ทำให้ผมต้องเข้ามาเรียนที่กรุงเทพทำให้ผมต้องย้ายไปอยู่กับพี่สาว เหลือเพียงถุงเงินที่อยู่เป็นเพื่อนแม่ที่บ้าน&lt;br /&gt;"ไปเรียนเถอะลูก มีถุงเงินอยู่แม่ไม่เหงาหรอก ใช่มั๊ยถุงเงิน" ถุงเงินกระดิกหาง แต่ก็ดูไม่ร่าเริงเหมือนครั้งก่อนๆ ผมยังจำคำพูดของแม่ และถุงเงินในวันนั้นได้เสมอ&lt;br /&gt;วันที่ผมต้องไปขึ้นรถเพื่อเข้ากรุงเทพ ผมเดินสะพายกระเป๋าที่หอบเอาความหวังของแม่ติดหลังไปด้วย ถุงเงินเดินตามผมมาห่างๆ แม้ก่อนออกจากบ้านผมจะบอกถุงเงินว่าให้เฝ้าบ้านและอยู่เป็นเพื่อนแม่ก็ตาม แต่ครั้งนี้ดูเหมือนถุงเงินจะไม่ฟังในสิ่งที่ผมพูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไปไม่ได้นะ กลับเข้าบ้านไปอยู่เป็นเพื่อนแม่เลย ไปไม่นานนะเดี๋ยวก็กลับ" ผมเอามือลูบถุงเงินที่เงยหน้ามามองด้วยสายตาเศร้าๆ กระดิกหาง เหมือนมันรู้ว่าครั้งนี้ผมจะไปนานกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ถุงเงินเดินไปนอนหมอบใต้โซฟาหน้าบ้าน ในขณะที่ผมพยายามไม่หันมามองถุงเงิน แล้วยกมือไหว้แม่เพื่อไปขึ้นรถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพ แสงสี เสียง ห้างสรรพสินค้า ความเจริญ เพื่อน ชีวิตที่ไม่มีการตีกรอบ ทำให้ผมลืมเรื่องถุงเงินไปเสียสนิทใจ แต่ทุกครั้งเวลาโทรไปหาแม่ พอแม่บอกว่า ถุงเงินมันนอนรอผมอยู่ที่เดิมผมก็จะเกิดความรู้สึกอยากกลับบ้านเสมอ แต่ความรู้สึกกลับบ้านก็กลายเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นจนผมไม่รู้สึกอะไร จนเมื่อแม่โทรมาผมถึงรู้สึกว่า วันหยุดสามวันที่ผ่านมา ผมน่าจะกลับบ้านมากกว่าไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่บอกผมว่า ถุงเงินตายแล้ว ผมฟังแม่พูดแล้วก็อึ้ง เพราะแม่ร้องไห้ออกมาเมื่อพูดถึงถุงเงิน รู้สึกตัวชาไปทั้งตัว แล้วแม่ก็วางสายโทรศัพท์ไปเพราะเสียงร้องไห้ที่แม่คงไม่อยากให้ผมได้ยิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรีบโทรกลับไปหาแม่ ถามแม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับถุงเงิน แม่ยังคงยืนยันคำพูดเดิมว่าถุงเงินตายแล้ว เพราะถูกรถทับตายตรงหน้าบ้าน ตรงที่ๆ ถุงเงินชอบมานอนรอผมเวลาผมไปโรงเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่เล่าให้ผมฟังทั้งน้ำตาว่า ตั้งแต่ผมไปเรียนที่กรุงเทพ ถุงเงินชอบมานอนรอผมที่หน้าบ้านเสมอ พอเห็นว่าผมไม่กลับมาจริงๆ ก็จะเดินเข้าไปนอนในบ้านเป็นอย่างนี้ทุกวัน จนแม่ต้องคอยหาขนมหรือไก่ทอดมาล่อ ผมรู้ว่าแม่เสียใจมาก เพราะนอกจากถุงเงินแล้วที่บ้านก็ไม่มีใคร มีเพียงแม่คนเดียวตามลำพัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่บอกว่าตอนที่ถุงเงินโดนรถทับ แม่ได้ยินเสียงคนข้างบ้านตะโกนโวยวายบอกว่าถุงเงินโดนรถทับ ตอนนั้นแม่อยู่ในครัวจึงรีบวิ่งมาที่หน้าบ้าน แม่บอกว่าถุงเงินมันคลานเข้ามาหาแม่เพราะรถทับไปบนตัวทำให้เดินไม่ได้ และมีเลือดออกมาก แม่รีบอุ้มถุงเงินขึ้นมากอด พร้อมๆ กับที่ถุงเงินกระดิกหางและร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วก็สิ้นใจคาอ้อมกอดของแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากย้อนวันเวลากลับไปได้ ผมอยากใช้วันหยุดทั้งสามวันนั้นกลับบ้านไปหาถุงเงิน แต่ทุกอย่างก็ดูจะสายเกินไป ผมร้องไห้ออกมาเมื่อแม่พูดว่า แม่จะไม่เลี้ยงหมาตัวไหนอีกแล้ว ผมรู้ว่าแม่ไม่ได้หมายความถึงการเป็นภาระ แต่แม่หมายความถึงการไม่อยากสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรักไปอีก เพราะแม่รักหมามาก มากพอที่ไม่เคยคิดจะคิดว่ามันเป็นแค่หมาตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยังจำตอนที่เวลาถุงเงินทำอะไรผิดแล้วผมเงื้อมือจะตี ถุงเงินก็จะนอนหงายท้องทำท่าเหมือนยอมแพ้ได้เสมอ ยังจำภาพที่พาถุงเงินไปหาหมอ เพราะมันเห่าขอนมเปรี้ยวที่ผมกินอยู่ จนถุงเงินท้องเสียเมื่อผมให้กินนมเปรี้ยว ยังจำภาพที่ถุงเงินนั่งรอผมอยู่หน้าบ้านเวลาผมไปโรงเรียน และกระดิกหางวิ่งเข้ามาหาเมื่อผมกลับมาถึงบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมยังจำประโยคสุดท้ายที่พูดกับถุงเงินก่อนจะขึ้นรถไปกรุงเทพ และยังจำเสียงเห่าของลูกหมาตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งที่แม่อุ้มมาในคืนนั้นได้เสมอ…แม้ว่าภาพนั้นจะกลายเป็นความทรงจำที่ไร้ลมหายใจ&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33686997-116258370721015072?l=vipopspace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vipopspace.blogspot.com/feeds/116258370721015072/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33686997&amp;postID=116258370721015072&amp;isPopup=true' title='18 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/116258370721015072'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33686997/posts/default/116258370721015072'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vipopspace.blogspot.com/2006/11/blog-post.html' title='แม่ และถุงเงิน'/><author><name>วิภพ ล้อมเขต</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02608796994831953994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_IrjV1_pO7yg/SYWelsVdeKI/AAAAAAAAAMw/Fjn-p8CE8oY/S220/vipop.jpg'/></author><thr:total>18</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33686997.post-116224580746277166</id><published>2006-10-31T04:03:00.000+07:00</published><updated>2006-11-01T01:34:28.856+07:00</updated><title type='text'>ลอนดอนกับความรักของใคร(สักคน)</title><content type='html'>บ่ายวันศุกร์เป็นช่วงเวลา และวันที่ผมชอบมากที่สุด ปกติแล้วถ้าไม่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ผมก็จะเปิดเพลงฟังแล้วฮัมตามไปเบาๆ อยู่เสมอ แต่บ่ายวันศุกร์วันนี้ต่างจากทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะตอนนี้ผมกำลังนั่งรอกาแฟคาปูชิโนร้อนๆ รวมถึงเพื่อนของผมคนหนึ่งที่ชื่อโจ อันเป็นสาเหตุให้บ่ายวันศุกร์ของผมเปลี่ยนไป และเหตุผลที่ทำให้ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือ พรุ่งนี้โจจะไปลอนดอน อย่างที่เคยบอกผมไว้เมื่อสามปีที่แล้วหลังจากเรียนจบใหม่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงค่ำคืนหนึ่งหลังวงเหล้าเลิก โจตบบ่าผมเบาๆ แล้วบอกว่า ผมเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยคนที่มันสามารถระบายได้ทุกเรื่อง(แต่ผมเห็นมันระบายเป็นอยู่เรื่องเดียวคือ ความรัก) และวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความรักอีกเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พนักงานร้านกาแฟค่อยๆ วางแก้วกาแฟคาปูชิโนร้อนลงบนโต๊ะ เช่นเดียวกันกับช่วงเวลาที่โจเปิดประตูร้านเข้ามาแล้วเดินมาที่โต๊ะที่ผมนั่งรออยู่ก่อนแล้ว โจหยิบเมนูที่วางรออยู่บนโต๊ะมากางดู ไม่เกินสองนาทีพนักงานก็จดคำว่า ลาเต้ ลงไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมวางแก้วกาแฟคาปูชิโนร้อนของผมลงข้างๆ หนังสือลอนดอนกับความลับในรอยจูบที่โจซื้อมาฝากด้วยเหตุผลที่ว่าชื่อของหนังสือเล่มนี้จะไม่ทำให้ผมลืมว่ามีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่ลอนดอน ซึ่งก็คือโจในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"กูหวังว่ามึงยังคงไม่ได้อ่านนะ และมันคงทำให้มึงคิดถึงกูบ้าง" ครั้งหนึ่งโจเคยบอกกับผมว่าไม่อยากซื้อหนังสือให้ผมเพราะกลัวผมอ่านแล้ว และครั้งนี้ก็คงเช่นกัน แต่เพื่อไม่ให้โจไม่เสียฟอร์ม ผมจึงไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มแทนคำขอบคุณ เพราะผมเคยอ่านแล้วนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ปฏิเสธความรักแล้วหนีความรักไปยังอีกสถานที่หนึ่ง และตอนหลังเขาเพิ่งจะเข้าใจว่า เขาไม่เคยหนีความรักพ้นเพราะความรักอยู่รอบตัวเขาตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างพูดคุยเรื่องราวบางเรื่องที่ห่างหายกันไปนานจนไม่รู้จะคุยอะไรกันต่อ โจก็ทำลายความเงียบตรงนั้นลงด้วยการเปิดประโยคคำถามกับผมว่า&lt;br /&gt;"มึงเคยปฏิเสธความรักจากใครมั๊ยวะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลองนึกย้อนดูถึงการปฏิเสธความรักที่ผมมีโอกาสน้อยมากที่จะทำเช่นนั้นกับใครสักคนหนึ่งที่มาสารภาพรักกับผม อาจจะไม่ใช่คนหล่อเหลาเอาการ หรือรวยระดับใช้เงินเป็นกระดาษ ตามคุณสมบัติที่พอจะปฏิเสธความรักจากใครสักคนได้ก็ตาม แต่หลังจากนึกย้อนดูดีๆ แล้ว ครั้งหนึ่งในชีวิตผมก็เคยปฏิเสธความรักจากรุ่นน้องคนหนึ่งเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โจบอกผมว่าผู้หญิงที่โจคบอยู่ในตอนนี้มาบอกว่า รัก แต่เมื่อได้ฟังสิ่งที่ผู้หญิงพูดมาทั้งหมดแล้ว โจก็ปฏิเสธความรักจากผู้หญิงคนนั้นไปทันที อาจจะดูใจร้าย และไม่ใช่ว่าไม่รัก แต่โจก็ให้เหตุผลกับหญิงสาวคนนั้นเฉกเช่นเดียวกับที่ใครหลายๆ คนชอบพูดกันว่า&lt;br /&gt;"เราไม่อยากให้ใคร รอคอยเรา"&lt;br /&gt;"แต่กูก็ยังไม่รู้เลยว่า ไปอยู่ที่นู่นกูจะทำงานอย่างเดียวโดยที่ไม่มีเรื่องความรักเข้ามาได้รึเปล่า" โจเปรยออกมาถึงความคาดหวังในตัวเอง&lt;br /&gt;"แล้วมึงทำไงละในเมื่อผู้หญิงเขาบอกว่า เขาจะรอมึงไม่ว่านานแค่ไหน" ผมถามโจจนโจนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง&lt;br /&gt;"ไม่รู้สิแต่ถ้าเขารักกูจริงเขาคงรอกูได้ แต่ถ้ารอไม่ได้เขาจะมีใครใหม่กูก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอกูปฏิเสธเขาไป จนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่โทรมาหากูอีกเลย" และนั่นคือความกังวลใจอย่างแรกที่โจมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างแจ่มชัดในความเศร้า โดยเฉพาะเรื่องราวของอดีต คนเรามักตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าด้วยความกังวลใจ แล้วเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบข้างใหม่ทั้งหมดเพียงเพื่อความหวังที่จะทำให้ลืม ใครคนนั้นลงให้ได้บ้างสักนิดก็ยังดี โดยที่ไม่รู้ว่าเรื่องราวของใครคนนั้นที่น่าจะเลือนหายไปกำลังจะชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โจถอนหายใจยาวๆ ออกมาพร้อมกับมองดูเวลาที่หน้าปัดนาฬิกา เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเสือผู้หญิงอย่างโจต้องถอนหายใจเพราะเรื่องผู้หญิง ผมถามโจว่าที่นัดผมมาวันนี้นี่เป็นเพราะเรื่องนี้ใช่ม๊ย โจยิ้มที่มุมปากก่อนจะคนช้อนกาแฟวนไปทางขวาแล้วบอกว่า ไม่รู้วะ แต่พอได้พูดได้ระบายกับมึงกูก็รู้สึกสบายใจขึ้นเย่อะ หรืออาจจะเป็นเพราะรู้สึกว่าเขาคือคนที่รักกูจริงๆ ก็ได้มั้ง เลยทำให้กูเป็นอย่างนี้ ระหว่างความรัก และโชคชะตา สองสิ่งนี้ไม่มีใครบอกได้ว่าความรักหรือโชคชะตาที่เล่นตลกได้แนบเนียนมากกว่ากัน…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือเรื่องราวที่ผมกับโจเคยพูดคุยกันในร้านกาแฟเล็กๆ ร้านนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โจเพิ่งกลับมาถึงเมืองไทยเมื่อวาน แล้วนัดผมมาที่ร้านกาแฟร้านเดิมอีกครั้งหนึ่งทันที ผมกลายเป็นผู้ฟังไม่สิ ต้องเรียกว่าที่ระบายเหมือนเช่นเคย เรื่องราวของชีวิต ประสบการณ์ในต่างแดน ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ถูกโจถ่ายทอดออกมาเหมือนละครฉากหนึ่ง ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวที่แทบจะไม่ได้ออกจากปากของโจคือเรื่องผู้หญิง และเมื่อผมเอ่ยปากถาม โจก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเล่าเรื่องของผู้หญิงที่มาบอกรักโจเมื่อ 4 ปีที่แล้วให้ฟังว่าที่ กลับมาเมืองไทยครั้งนี้ก็เพราะเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่ไปอยู่ที่ลอนดอนนอกจากง
